“ สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ ” คำขวัญเมืองสองแคว เอกลักษณ์ที่เลือนหายในสายน้ำน่าน “พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา” “คำขวัญ” ของจังหวัดพิษณุโลก ที่ถูกหยิบยกมาจากเอกลักษณ์ของเมือง หรือ ภายในจังหวัด มาร้อยเรียงวลี จนท่องจำกันขึ้นใจ และนำไปใช้กล่าวหรือขีดเขียนในโอกาสต่างๆ มาตามลำดับ รวมทั้งการบรรยายสรุปต้อนรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมเยือน กล่าวสำหรับ จังหวัดพิษณุโลก มีคำขวัญที่ใช้กันมานานหลายสิบปี บ่งบอกถึงความโดดเด่นในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สังคมรับรู้โดยทั่วกัน นอกจากเป็นการเชื้อเชิญแขกเหรื่อต่างบ้านต่างเมืองเห็นภาพและเกิดจินตนาการ ทำให้เสน่ห์เมืองนี้งดงามยามได้ยินและรับฟัง เมื่อผู้คนทั่วสารทิศใคร่อยากที่จะมาเยือนยลสักคราอย่างน่าอภิรมย์ นอกจากได้มานมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช และสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อีกทั้งได้สัมผัสและพบเห็นภาพวิถีชีวิตชาวเรือนแพพายเรือกลางลำน้ำน่าน ตัดกับแสงอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงในยามเย็น ภาพในอดีตเหล่านั้นยังปรากฎอยู่มิมีวันเสื่อมคลาย ทว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ของชาวพิษณุโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังมึนงงกับภาพของคำขวัญที่ขาดหายไป คือ “สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ” “เรือนแพ” ร่องรอยอดีตถูกกลืนหายไปจากทัศนียภาพบนสายน้ำน่าน ตั้งแต่ปี 2541-2542 เหตุผลผู้มีความประสงค์ย้ายชุมชนชาวแพขึ้นฝั่งบริเวณโคกช้าง ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก ขณะนั้นพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ข้ออ้างหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นและผลักดันออกไปในช่วงนั้น กล่าวคือ ทำลายระบบนิเวศ สกปรก เนื่องจากขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ลงในแม่น้ำน่าน มิอาจแก้ไขได้ นอกจากมีเรือดูดสิ่งปฏิกูล บางครั้งอาจทิ้งขยะลงในแม่น้ำน่าน เป็นต้น ปัจจุบันชุมชนชาวแพที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ถูกซุกซ่อนไว้ด้านท้ายน้ำน่าน ซึ่งไม่สามารถสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่ถูกบรรจุไว้ในคำขวัญได้เลย...
"อัมพร ขุนกอง"นักข่าวทีวี 9-อสมท.นกน้อยในกรงทอง วันที่ไร้เรี่ยวแรงโบยบิน ในยุคสมัยกาลก่อน เคยมีผู้เปรียบเปรยผู้สื่อข่าวหรือนักข่าวอาชีพดุจดัง "นกน้อยในไร่ส้ม"เพราะมีอิสระ เสรีภาพ โบยบินล่องลอยอยู่ในนภากาศ ฉวัดเฉวียนร่อนลงล่าเหยื่อ นั่นอาจหมายถึงการหาข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าว "นกน้อย"ที่เห็นความหอมหวานอบอวลของส้ม ในความเป็นนักข่าวมืออาชีพสนุกสนานและมีจิตวิญญาณจากการได้ทำข่าว "นกพิราบ"จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของสื่อมวลชน มิใช่เพียงสื่อกาฝากที่หลอกหลอนผู้คนและตนเอง อาจกล่าวได้ว่าสำหรับ"อัมพร ขุนกอง"นักข่าวสาวร่างเล็ก "โมเดิร์นไนน์ทีวี หรือทีวีช่อง 9 และสำนักข่าวไทย อ.ส.ม.ท"ประจำจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นการรายงานข่าวทั้งทีวี-วิทยุ หญิงเหล็กตัวเล็กเธอไม่เคยท้อและถอย เช้า สาย บ่าย ค่ำ พื้นที่ราบ หรือภูสูง ท่องไปทุกถิ่นสถาน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน ขึ้นเขาลงห้วยด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น เพลิดเพลินกับพวกพ้องกับทีมนักข่าว ช่างภาพมืออาชีพ โดยไม่ว่างเว้นและเหน็ดเหนื่อย เพื่อที่จะนำชิ้นงานนำสนอเผยแพร่ออกอากาศที่ได้ประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับข่าวสาร หากทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า"อัมพร ขุนกอง" กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งร้ายที่เธอต้องต่อสู้กับมันมาตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี เนื่องจากตรวจพบ เมื่อปี 2559 และกำลังลุกลามจากมะเร็งรังไข่ไปสู่ต่อมน้ำเหลือง เธอจึงตัดสินใจ ผ่าตัดภายในทิ้งทั้งหมด ณ โรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ภายหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล...
"พระพุทธชินราช" ชัยชนะของพระราชา ศรัทธาเหนือกาลเวลา "พระพุทธชินราช" มีความหมายว่า พระพุทธเจ้าอันเป็นชัยชนะของพระราชา ด้วยมูลเหตุนี้เจ้านายแต่โบราณอันทรงอยู่ในฐานะพระราชาปกครองแผ่นดิน ทรงศรัทธาเลื่อมใสเสด็จพระราชดำเนินถวายสักการะบูชาพระพุทธชินราช อย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยอาณาจักรสุโขทัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท รัชกาลที่ 5 ราชวงศ์พระร่วงทรงหล่อพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา ในปี พ.ศ. 1900 ทรงเสด็จประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกในช่วงเวลาหนึ่ง สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 2 ปี พ.ศ. 1911-1942 ทรงสถาปนาเมืองพิษณุโลก เป็นราชธานีที่ 2 และเสด็จประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกนานถึง 7 ปี สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 3 (โอรสของพญาไสยฤาไท)ครองราชย์สมบัติ ณ เมืองพิษณุโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1943-1962 สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 4 ครองราชย์สมบัติ ณ เมืองพิษณุโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1962-1981 สมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ทั้ง 8 พระองค์ ปฏิบัติบูชาต่อองค์พระพุทธชินราชกันทุกพระองค์ ในราชพงศาวดาร...
...จาก..“เรือนแพ”...ถึง..“น้ำเน่า”ในลำน้ำน่านเมืองสองแคว คงเคว้งคว้างอยู่ริมฝั่งฝัน หากการเอื้อนเอ่ยคำขวัญจังหวัดพิษณุโลก ในยามนี้ดูเหมือนว่าไม่มีใครอยากกล่าวคำว่า “พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือน หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา” คำขวัญจังหวัดพิษณุโลก ชนะเลิศการประกวด ซึ่งจังหวัดพิษณุโลกออกหนังสือขอให้ไปรับรางวัลในวันที่ 24 กรกฎาคม 2530 จึงทำให้ส่วนราชการ และภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคม ชมรม สโมสร มักถูกนำมาใช้ตามลำดับ ในการบรรยายสรุป กล่าวต้อนรับ วีดีทัศน์ พรีเซนเตชั่น หนังสือที่ระลึก โบรชัวร์ เป็นต้น ปัจจุบันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ 3 ทศวรรษ ที่ผ่านมา ถ้อยคำดังกล่าว ทำให้ผู้คนทั่วไปเกิดความเหนียมอายกระไรนั่น เพราะ “สองฝั่ง –ไร้--เรือนแพ” ที่เป็นเอกลักษณ์และมีทัศนียภาพที่สวยงาม มีคุณค่าด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงมีกระแสเรียกร้องโหยหา บุคคลในทุกระดับบ่นอุบเสียดายเรือนแพเหือดหายไปในสายน้ำน่านมาเนิ่นนาน แต่ว่ายากยิ่งที่จะเรียกร้องกลับคืนมาในเร็ววัน แม้ว่านายบุญทรง แทนธานี นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก คนปัจจุบันจะออกมาเปิดใจกว้างรับฟัง ผู้ที่ต้องการให้เรือนแพกลับมารักษาเอกลักษณ์ดังเดิม ด้วยการสร้างแพขึ้นมาใหม่ในลำน้ำน่าน ภายใต้เงื่อนไขรายละเอียดปลีกย่อยหลายด้านของกฎ ระเบียบ ระบุไว้ว่า 1.กำหนดพื้นที่จอดเรือนแพ ฝั่งทิศตะวันออก...
”บ้านไร่ภูวสิน 159”ร้านกาแฟกลางน้ำ โฮมสเตย์ จระเข้ เมืองกล้วยตาก หากกล่าวถึงอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ทุกคนคงนึกถึงแหล่งผลิตกล้วยตาก ที่มีรสชาดสุดแสนอร่อยและโด่งดังกึกก้องทั่วฟ้าเมืองไทย ปัจจุบันมีรูปแบบการผลิตยกระดับแพ็คเก็ตสวยงาม มีมาตรฐาน ถูกสุขลักษณะ และเพิ่มรสชาดหลากหลายยื่งขึ้น แต่ทว่าอีกมุมของอำเภอบางกระทุ่ม มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ ภายใต้ชื่อ”บ้านไร่ภูวสิน 159” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 159 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม โดยมีลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง มีสวนครัว เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงหมูป่า ไก่ชน ไก่พื้นเมือง ฯลฯ พร้อมกับสร้างบ่อเลี้ยงจระเข้ไว้ จำนวน 5 ตัว อำเภอบางกระทุ่ม จึงมิใช่เป็นเพียงแหล่งผลิตกล้วยตาก นายธิติวัฒน์ วรวิทย์ภูวสิน ผู้แทนวิสาหกิจชุมชุนกลุ่มผู้เลี้ยงจระเข้บ้านไร่ ต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 (นพค.34) ส่งเสริมและตั้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพตามโครงการหมู่บ้านอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นศูนย์รองรับท่องเที่ยว เนื่องจากที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ พัฒนาเป็นบ้านพักโฮมเสตย์หลังใหญ่ และมีห้องพักเล็กๆ...
รำลึก 721 ปี “พ่อขุนงำเมือง” อดีตกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองพะเยา พ่อขุนงำเมือง อดีตกษัตริย์ ผู้ปกครองเมืองพะเยา( ภูกามยาว )และได้มาสิ้นพระชนม์ ในเขตพื้นที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง หลังจากที่ได้ยกทัพมาช่วยทำการสู้รบ กับข้าศึกที่รุกรานอำเภองาว จนเป็นเหตุให้ พระองค์ท่าน ได้รับบาดเจ็บจนต้องสิ้นพระชนม์ ใต้ต้นสมพง หรือ(ต้นผึ้ง-ต้นงุ้น และต้นมะขาม 7 นาง) บ้านทุ่งศาลา หมู่1 ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดพะเยา เมื่อปี พ.ศ1841 รวม 721 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้าน 2 จังหวัด พะเยา-ลำปาง พร้อมชุมชนบ้านทุ่งศาลา ร่วมแรงร่วมใจกันจัดสร้างอนุสรณ์สถานที่สิ้นพระชนม์พ่อขุนงำเมือง อดีตกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง ไว้เป็นที่สักการะยึดเหนี่ยวจิตใจ และให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ ของ 2 จังหวัด พะเยา-ลำปาง รวมเวลาถึง 721 ปี ที่ผ่านมา ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ ได้ถูกลืมว่ามีความสำคัญ...
"เรือนเวฬา"พิษณุโลก สไตล์วินเทจ อาหารไทยโบราณ กาแฟหลากรสสูตรพิเศษ เปิด 1 เดือน ลูกค้าตรึม "เรือนเวฬา"แนวคลาสสิค จำหน่ายอาหารไทยโบราณ เชฟ(Chef) หนุ่มศิษย์ ม.ล.พวง ทินกร หากขับรถยูเทิร์น(U-Turn) บนถนนมิตรภาพ สายพิษณุโลก -หล่มสัก เลยสามแยกเรือนแพ ไปถึงบริเวณหน้าห้างโฮมโปร เลี้ยวกลับเข้าตัวเมืองพิษณุโลก เพียงเล็กน้อย เลี้ยวซ้ายเข้ามิตรภาพซอย 16 ลึก เข้าไป 200 เมตร ด้านซ้ายมือจะได้พบเห็นร้านอาหารสไตล์วินเทจ "เรือนเวฬา"ตกแต่งสุดแสนคลาสสิค ผู้ที่ไม่ชอบกับความจำเจสามารถสัมผัสบรรยากาศสไตล์วินเทจ รับประทานอาหาร และกาแฟที่มีรสชาดแตกต่างจากร้านทั่วไป ซึ่งอาจชื่นชอบกับมุมความเป็นส่วนตัว โดยเปิดบริการ ตั้งแต่เวลา 10.00 -22.40 น. สำหรับอาหาร มีเมนูอาหารไทยโบราณ  อาทิ แกงมัสมั่นชาววัง แกงมัสมั่นยัดใส้ หมี่กรอบชาววัง ชุดขันโตก ปลาทอดสมุนไพร เป็นต้น หรือ อาจสั่งอาหารปกติทั่วไปได้เช่นเดียวกัน ฝีมือการปรุงอาหารเชฟหนุ่มศิษย์โรงเรียนทำอาหารชื่อดังของ"หม่อมหลวงพวง ทินกร" การันตีฝีมือการปรุงแต่งรสชาด นอกจากนั้นมีเครื่องดื่มสูตรสุขภาพ...
"เหล็กไหล" ฤา "เหลวไหล" เรื่องราว "เหล็กไหล" ดูเหมือนจะผุดโผล่กลายเป็นประเด็นข่าวออกมาฮือฮา เพราะมีนักการเมืองทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แม้กระทั่ง ส.ต.(สอบตก)ออกมาชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน และสิ่งของสะสม เผยแพร่สื่อต่างๆรวมทั้งสื่อออนไลน์ กระทั่งผู้ที่เชื่อว่าครอบครอง "เหล็กไหล"อยู่ยังแสดงตนกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้สังคมงุนงง สงสัย กังขา มองกันหลายมุม อีกทั้งพระเครื่อง พระบูชา เครื่องรางของขลัง ตีราคาค่างวด หรือมูลค่ากันเป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้หลายคนเข้าใจว่าจะสร้างราคา หรือว่าโอ้อวด โดยเฉพาะ "เหล็กไหล"ถูกนำมาโยงอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน อีกทั้งตั้งราคามีมูลค่าค่อนข้างสูง จึงเกรงว่าผู้คนในสังคมที่ไม่ทราบเรื่องราวในเชิงลึกและข้อเท็จจริงที่ยากยิ่งจะพิสูจน์ทราบแค่ไหนเพียงใด เกี่ยวกับเรื่อง "เหล็กไหล"จึงอาจถูกคนรุ่นหลังและไม่ทราบเรื่องราวพอได้ยินได้ฟังบางคน อาจคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกล จนกลายเป็นเรื่อง "เหลวไหล" หากกล่าวถึง "เหล็กไหล" ความน่าเชื่อถือจากเรื่องราวที่จะได้นำมาพิจารณาใคร่ครวญ ซึ่งน่าจะได้มีการศึกษาและค้นคว้า เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงถึงธาตุกายสิทธิ์จริงหรือไม่ และมีฤทธานุภาพมากมายเพียงใด จนในที่สุด สิ่งที่ผมได้จดจำได้ว่าเคยอ่านและผ่านตา "พนมเทียน"เคยเขียนลงใน น.ส.พ.เดลินิวส์ หลาย 10 ปีก่อน เพราะเพียงต้องการศึกษาข้อเท็จจริงเกรงว่าจะโดนต้มเปื่อย  จึงพยายามควานหาจนพบหนังสือที่สำนักพิมพ์นำมารวมเล่ม"พ็อกเก็ตบุ๊ค"และในที่สุดได้มาครอบครอง นานนับ 10 ปี หนังสือชุดเหล็กไหล จำนวน...
อาลัย"รุจน์ เตชาชาญ" ผู้สร้างตำนานพ่อค้าภูธร "เขย่า" กรอ.เมืองสองแคว เคยสะเทือนเลื่อนลั่น การสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการธุรกิจของจังหวัดพิษณุโลก"รุจน์ เตชาชาญ" เจ้าของห้าง "ฮ้งหลีง้วน"พิษณุโลก ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์หลายยี่ห้อ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก ระหว่างปี 2529-2533 นับเป็นบุคคลคนที่ 2 ต่อจากนายสมพงษ์ พลไวย์ อดีต ส.ส.พิษณุโลก ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มก้อนบุกเบิกธุรกิจในยุคสร้างเมืองพิษณุโลก ที่เติบโตมาในระนาบเดียวและใกล้เคียงกันกับนายบรรเลง รอบบรรเจิด "พระเอกภูธร" เจ้าของธุรกิจในเครือท็อปแลนด์อาเขต เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ภัตตาคารศรีพานิช เป็นต้น อีกทั้งนายสุชน ชามพูนท เจ้าของโรงแรมอมรินทร์นครพิษณุโลก อดีต ส.ส.พิษณุโลก และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายวานิช ศิริเจริญภัณฑ์ เจ้าของห้างเจริญภัณฑ์ นายสิงห์ มัตยะสุวรรณ เจ้าของโรงสีไฟสิงหวัฒน์ นายเมธี พิทักษ์สุธีพงษ์ "ขงเบ้งแห่งกองทัพยา" เจ้าของบ้วนฮั๊วตึ้ง ฯลฯ "รุจน์ เตชาชาญ" ในช่วงนั่งเก้าอี้ประธานหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก ได้สร้างคุณูปการกับวงการธุรกิจ และภาพลักษณ์หอการค้าจังหวัดพิษณุโลก ให้โดดเด่นเป็นลำดับ...
"ไก่"สะพานสี่แยกอินโดจีน"เสียงก่นกึกก้อง"สะเทือนถึงกรมทางหลวง ไม่มีวันสิ้นเสียง นับตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2562 เป็นต้นมา ที่กรมทางหลวง มีกำหนดเปิดใช้ สะพานลอยแยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 11 กับทางหลวงหมายเลข 12 (แยกอินโดจีน) บริเวณเขตท้องที่ ตำบลสมอแข อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการสัญจร จนทำให้เกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ผ่านโซเซียล สื่อออนไลน์ เพจชื่อดัง และสื่อท้องถิ่น ออกมาถล่มอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับกับการติดตั้งไก่สีทอง จำนวน 475 ตัว บนราวสะพานดังกล่าว โดยรถวิ่งผ่านแล้ว มองลงมาจะไม่มีความชัดเจนและสวยงาม บางครั้งดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร ต้องจอดลงไปดู หรือขับรถเชื่องช้าที่สุด และสื่อความหมายอย่างไร เพราะลักษณะเป็นไก่สีทอง ไม่ใช่ไก่ในตำนาน"ไก่เหลืองหางขาว"กล่าวคือ ไก่ชน "พระนเรศวร" นายเจษดา บุญรอด ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงพิษณุโลกที่ 2(วังทอง) เคยออกมาสัมภาษณ์ เว็บไซต์"ผู้จัดการออนไลน์"ว่า เปิดใช้สะพานข้ามแยก จราจรคล่องตัว รถในวงเวียนมีความคล่องตัวลื่นไหล ส่วนงานตกแต่งบนสะพานได้เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นไปตามโครงการงานก่อสร้าง ตามที่ออกแบบไว้เป็นมาตรฐาน ราคากลางที่สำนักออกแบบ กรมทางหลวง คิดราคาไว้...