พิษณุโลก สนามเลือกตั้งเขต 1 เดือด “จักษ์-จเด็ศ-ณฐชนน” เบียดกันหายใจรดต้นคอ
สนามเลือกตั้งพิษณุโลก เขต 1 นับว่าเป็นสนามที่ถูกจับตามองมากที่สุด ประกอบด้วย เทศบาลนคร ตำบลอรัญญิก ตำบลพลายชุมพล ตำบลบ้านคลอง ตำบลวัดจันทร์ ตำบลท่าทอง ตำบลบึงพระ ตำบลวัดพริก และตำบลวังน้ำคู้
สนามนี้นายจเด็ศ จันทรา พรรคเพื่อไทย เบอร์ 4 เป็นอดีต สส.พิษณุโลก เขต 1 จากการเลือกตั้งซ่อมแทน”หมออ๋อง”นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีต สส.พรรคก้าวไกล ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. จากคดียุบพรรคก้าวไกล
และเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคที่ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี ในปี 2567
นายจเด็ศ ลงเลือกตั้งซ่อมสามารถเอาชนะมวยแทน คือ “โฟล์ค” นายณฐนน ชนะบูรณาศักดิ์ พรรคประชาชน ทาญาติไทยนครหล่อยางพิษณุโลก ที่มีมาอย่างยาวนานไปอย่างขาดลอย กว่า 7,000 คะแนน ด้วยวิธีสหบาทา พรรคร่วมในรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร”รุมกินโต๊ะ”
ประกอบกับนักการเมืองท้องถิ่น ระดับนายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์นายก อบจ.และนางเปรมฤดี ชามพูนท นายกเทศบาลนคร ร่วมด้วยช่วยกันขึ้นรถหาเสียงแห่แหนทั่วเมือง ออกมาสกัดกระแสพรรคส้ม พร้อมกระสุนดินดำ เต็มอัตราศึก ทำให้นายจเด็ศ ลอยนวลเข้าสภาฯ
นายจเด็ศ นับว่าเป็นผู้ใช้ที่สื่อโซเชียลอย่างได้ผล อาจกล่าวได้ว่าสามารถสร้างคะแนนนิยมได้อย่างกว้างขวาง แม้ว่าจะนั่งบนเก้าอี้ สส.เพียงระยะเวลา 1 ปี 2 เดือน ทำให้ผู้คนได้รู้จักตัวตนและการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
ทว่าคู่ต่อสู้ทางการเมือง ได้หยิบยก
กรณี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) รวมถึงมีพฤติกรรมบ่งบอกเป็นคนทรยศขายชาติ กระทบอธิปไตยไทย กองทัพ ประชาชน
ส่วน ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร หรืออาจารย์จักษล มีตำแหน่งทางวิชาการ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตำแหน่งบริหาร คือ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร
ภายหลังลาออกจากราชการ ดร.จักษ์ นั่งเก้าอี้ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน”หม่อมเต่า” หรือ หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ถึง 20 กรกฎาคม 2563 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
และตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
คือ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ผลงานชิ้นโบว์แเดงที่ฝากไว้ให้กับชาวพิษณุโลก คือ “หอดูดาว” กำลังดำเนินการก่อสร้างภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
การลงสมัครรับเลือกต้้งครั้งนี้ ดร.จักษ์ ใส่เสื้อ”ภูมิใจไทย” เขต 1 เบอร์ 2
มีคะแนนนิยมค่อนข้างสูงขึ้นตามลำดับในหมู่ปัญญาชน ด้วยความสามารถเฉพาะตัวมีลีลาการปราศรัยที่แหลมคม ประกอบกับ กระแสพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค มีนโยบายชัดเจนในการรักษาอธิปไตย การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา นอกจากนั้นนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่แสดงบทบาทในเวทีโลกจนเป็นที่ยอมรับกรณีไทย-กัมพูชา
นอกจากนั้นนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือในการจำหน่ายข้าวให้กับรัฐบาลสิงคโปร์ มีผลระยะเวลา 5 ปี อีกทั้งยังจับมือกับประเทศซาอุดิอาระเบีย เพิ่มการส่งออกข้าว มันสำปะหลัง อาหารฮาลาล และผลไม้ไทย รวมทั้งขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอีกหลายประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 1 เป็นสถานที่ตั้งของกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ (บชร.3) ตลอดจนกองบิน 46 อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากขุนทหารจำนวนมาก รวมทั้งพลเอก ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 นับว่าเป็นผู้มากบารมีและเป็นที่รักเคารพของเหล่าทหารในการปกป้องสถาบันชาติ ตลอดจนนางเปรมฤดี ชามพูนท อดีตนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก หัวหน้าคณะลูกนเรศวร และสมาชิกที่หันหัวเรือมาช่วย ดร.จักษ์ ภายหลังคณะลูกนเรศวร พ่ายแพ้เลือกตั้งเทศบาลนคร เพราะแค้นฝังหุ่นนายจเด็ศ หรือ บู้ มีโทษฐานทรยศขบถรัก ที่กลับไปช่วยฝ่ายตรงข้าม
ส่วน “โฟล์ค” นายณฐนน ชนะบูรณาศักดิ์ พรรคประชาชน หลังลงเลือกตั้งซ่อม สส.แทน”หมออ๋อง”นายปดิพัทธ์ สันติภาดา กรณียุบพรรคก้าวไกล และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี
“โฟล์ค” มีฐานเสียงของ “หมออ๋อง” ผนวกกับคะแนนนิยมพรรคประชาชนของคนรุ่นใหม่ การต่อสู้ด้วยมือเปล่าเล่าเปือย แม้จะมีแกนนำพรรคประชาชน ยกโขย่งกันมาช่วยหาเสียงมากมายอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถต้านทานมวลมิตรของพรรคร่วมรัฐบาลได้ จึงพ่ายแพ้ให้กับนายจเด็ศ หรือ บู้ ไปอย่างน่าเสียดาย กว่า 7,000 คะแนน ประกอบไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าอีกด้วย
ครั้งนี้ พรรคประชาชน ถูกค่อนแคะและหยิบฉวยจากฝ่ายตรงข้ามและคู่ต่อสู้ทางการเมืองออกมาโจมตีว่า”มีทหารไว้ทำไม” รบไปก็แพ้ รวมทั้งการยึดโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้กระแสในภาพรวมสร้างความอึดอัดให่้ไม่น้อยนัก
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมาระหว่าง “โฟล์ค”กับ “บู้” มีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส.โหวตโน กล่าวคือ ไม่ประสงค์ลงคะแนนนับ10,000 คน ทำให้คอการเมืองและสภากาแฟวิเคราะห์กันไปว่า น่าจะเป็นบุคคลที่ไม่เอาทั้งแดง ทั้งส้ม นั่นเอง
