...จาก..“เรือนแพ”...ถึง..“น้ำเน่า”ในลำน้ำน่านเมืองสองแคว คงเคว้งคว้างอยู่ริมฝั่งฝัน หากการเอื้อนเอ่ยคำขวัญจังหวัดพิษณุโลก ในยามนี้ดูเหมือนว่าไม่มีใครอยากกล่าวคำว่า “พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือน หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา” คำขวัญจังหวัดพิษณุโลก ชนะเลิศการประกวด ซึ่งจังหวัดพิษณุโลกออกหนังสือขอให้ไปรับรางวัลในวันที่ 24 กรกฎาคม 2530 จึงทำให้ส่วนราชการ และภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคม ชมรม สโมสร มักถูกนำมาใช้ตามลำดับ ในการบรรยายสรุป กล่าวต้อนรับ วีดีทัศน์ พรีเซนเตชั่น หนังสือที่ระลึก โบรชัวร์ เป็นต้น ปัจจุบันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ 3 ทศวรรษ ที่ผ่านมา ถ้อยคำดังกล่าว ทำให้ผู้คนทั่วไปเกิดความเหนียมอายกระไรนั่น เพราะ “สองฝั่ง –ไร้--เรือนแพ” ที่เป็นเอกลักษณ์และมีทัศนียภาพที่สวยงาม มีคุณค่าด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงมีกระแสเรียกร้องโหยหา บุคคลในทุกระดับบ่นอุบเสียดายเรือนแพเหือดหายไปในสายน้ำน่านมาเนิ่นนาน แต่ว่ายากยิ่งที่จะเรียกร้องกลับคืนมาในเร็ววัน แม้ว่านายบุญทรง แทนธานี นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก คนปัจจุบันจะออกมาเปิดใจกว้างรับฟัง ผู้ที่ต้องการให้เรือนแพกลับมารักษาเอกลักษณ์ดังเดิม ด้วยการสร้างแพขึ้นมาใหม่ในลำน้ำน่าน ภายใต้เงื่อนไขรายละเอียดปลีกย่อยหลายด้านของกฎ ระเบียบ ระบุไว้ว่า 1.กำหนดพื้นที่จอดเรือนแพ ฝั่งทิศตะวันออก...

             แม่น้ำน่านสิ้นเสน่ห์              มนต์ขลังเมืองสองแคว              “คำขวัญ” ที่ไร้เรือนแพ   …เรือนแพสุขจริงอิงกระแสธารา หริ่งระงมลมพริ้วมา กล่อมพฤกษาดังว่าดนตรี หลับอยู่ในความรัก และความชื่นชั่ววันและคืนเช่นนี้ กลิ่นดอกไม้รัญจวนยังอบอวลยวนยี สุดที่จะพรรณนา …เรือนแพล่องลอยคอยความรักนานมา คอยน้ำค้างกรุณาหยาดมาจากดาราแหล่งสวรรค์ …วิมานน้อย  ลอยริมฝั่ง ถึงอ้างว้างเหลือใจรำพัน  หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน ชีวิตกลางน้ำสุขสันต์  โอ้สวรรค์ในเรือนแพ…. “เรือนแพ” ขับร้องโดย“ชรินทร์ นันทนาคร” บทเพลงที่มีความไพเราะเป็นอมตะนิรันดร์กาล บ่งบอกเล่าขานชีวิตความเป็นอยู่ของ“วิมานลอยน้ำ”เย็นยะเยือกยิ่ง  ซึ่งเป็นผลงานจินตนาการอันล้ำลึกของครูเพลง“ชาลี อินทรวิจิตร”รจนาไว้ได้อย่างสะเทือนอารมณ์ และต่อมาบุคคลทั้งสองได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ คำขวัญจังหวัดพิษณุโลก“พระพุทธชินราชงามเลิศ  ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร  สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ  หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก  ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา” ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรีย์ ไวยกุฬาอดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย   มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงครามพิษณุโลก ที่บรรจงแต่งไว้อย่างละเมียดสะท้อนเรื่องราวที่ทรงคุณค่าทางใจจิตและอัตลักษณ์เมืองสองแคว ภาษาสละสลวย งดงามยิ่ง จึงชนะเลิศการประกวดคำขวัญในปี 2530 แม้ว่าเรือนแพจะถูกทางราชการโยกย้ายไปจากสถานที่เดิม และขึ้นฝั่งไปอย่างกระเซอะกระเซิงยังบ้านโคกช้าง ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ส่วนที่เหลือไม่กี่หลังคาเรือนถูกลำเลียงไปซุกซ่อนหลบไว้ในหลืบลิบลับ และมีแพอื่นๆขึ้นมาทดแทนที่อาจจะสวมบ้านเลขที่ ซึ่งทางเทศบาลเมืองเคยออกไว้ให้กับชุมชนชาวแพ ก่อนหน้าที่จะมาเป็นเทศบาลนครในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กระแสสังคมหลายระดับออกมาวิพากษ์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง วิถีชีวิตชาวเรือนแพ“ชุมชนโบราณลอยน้ำ” ซึ่งคณาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงครามศึกษาวิจัย พบว่ามีอายุยืนยาวมากว่า 160 ปี มีความโดดเด่นทางด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอดีตนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ให้ความชื่นชอบวิถีชีวิตและทัศนียภาพภายในลำน้ำน่านเป็นอย่างมาก จ.ส.อ.ดร.ทวี บูรณเขตต์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน"จ่าทวี"อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก บุคคลดีเด่นของชาติ พ.ศ.2533 จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ กล่าวว่า“ตนเห็นเรือนแพมาตั้งแต่เป็นเด็กมองดูน่าประทับใจแต่ถูกโยกย้ายไม่ให้มีเรือนแพอยู่ในแม่น้ำน่านไม่มีที่ไหนเขามีกันเหลืออยู่ส่วนหนึ่งของเราเคยมียาวเหยียดตั้งแต่ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนถึงวัดท่ามะปราง และเกือบถึงวัดจันทร์หาดูที่ไหนไม่มีอีกแล้ว ภาพติดตาประทับใจจนถึงทุกวันนี้ มีอายุ 87 ปี เสียดายมากเป็นสิ่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลกที่ขาดหายไป" ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรีย์  ไวยกุฬา อดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม พิษณุโลกเจ้าของคำขวัญจังหวัดพิษณุโลก ชนะเลิศการประกวดในปี  2530 กล่าวว่า“จังหวัดพิษณุโลก นอกเหนือจากหลวงพ่อพระพุทธชินราช และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คือ แม่น้ำน่านที่เป็นจุดเด่นที่สุดมีภาพวิถีชีวิตชาวเรือนแพ อีกทั้งตลิ่งทั้งสองฝั่งปลูกผักสวนครัวไม้ประดับซึ่งมีทัศนียภาพที่สวยงาม” “แต่พอจังหวัดพิษณุโลกมีแนวคิดที่จะย้ายออกไปจบเลย วิถีชีวิตชาวเรือนแพเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคนในจังหวัดพิษณุโลก ชอบมายืนบนสะพานนเรศวรแล้วทอดสายตา มองเด็กเรือนแพกระโดดน้ำคนในเรือนแพ นั่งตกปลา หรือพายเรือข้ามฝั่งยามเย็นเป็นภาพที่งดงามมาก”ผศ.สุรีย์กล่าว ผศ.สุรีย์ กล่าวด้วยว่า มีความรู้สึกตลอดเวลา และใจหายอยู่ทัศนียภาพที่เคยสวยงามมาก เพราะมีหลายแห่งอยากจะทำให้เหมือนกับจังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แม้กระทั่งเมืองจีนเค้าจ้างให้คนมาอยู่และดูแลอย่างดี แต่ของเรากลับบังคับให้เอาขึ้นไปอยู่บนบก “ก่อนที่จะย้ายเรือนแพทางจังหวัดพิษณุโลก เคยได้ติดต่อมาให้ปรับปรุงแก้ไขคำขวัญ“สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ” ตอบไปว่าไปเรื่องของคณะกรรมการที่จะพิจารณาดำเนินการ เพราะคำขวัญได้ผ่านความคิดเห็นเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาให้รางวัลเรียบร้อยแล้ว” ผศ.สุรีย์กล่าว ภายหลังจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศนมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราชเสร็จแล้ว...
“ สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ ” คำขวัญเมืองสองแคว เอกลักษณ์ที่เลือนหายในสายน้ำน่าน “พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา” “คำขวัญ” ของจังหวัดพิษณุโลก ที่ถูกหยิบยกมาจากเอกลักษณ์ของเมือง หรือ ภายในจังหวัด มาร้อยเรียงวลี จนท่องจำกันขึ้นใจ และนำไปใช้กล่าวหรือขีดเขียนในโอกาสต่างๆ มาตามลำดับ รวมทั้งการบรรยายสรุปต้อนรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมเยือน กล่าวสำหรับ จังหวัดพิษณุโลก มีคำขวัญที่ใช้กันมานานหลายสิบปี บ่งบอกถึงความโดดเด่นในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สังคมรับรู้โดยทั่วกัน นอกจากเป็นการเชื้อเชิญแขกเหรื่อต่างบ้านต่างเมืองเห็นภาพและเกิดจินตนาการ ทำให้เสน่ห์เมืองนี้งดงามยามได้ยินและรับฟัง เมื่อผู้คนทั่วสารทิศใคร่อยากที่จะมาเยือนยลสักคราอย่างน่าอภิรมย์ นอกจากได้มานมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช และสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อีกทั้งได้สัมผัสและพบเห็นภาพวิถีชีวิตชาวเรือนแพพายเรือกลางลำน้ำน่าน ตัดกับแสงอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงในยามเย็น ภาพในอดีตเหล่านั้นยังปรากฎอยู่มิมีวันเสื่อมคลาย ทว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ของชาวพิษณุโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังมึนงงกับภาพของคำขวัญที่ขาดหายไป คือ “สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ” “เรือนแพ” ร่องรอยอดีตถูกกลืนหายไปจากทัศนียภาพบนสายน้ำน่าน ตั้งแต่ปี 2541-2542 เหตุผลผู้มีความประสงค์ย้ายชุมชนชาวแพขึ้นฝั่งบริเวณโคกช้าง ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก ขณะนั้นพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ข้ออ้างหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นและผลักดันออกไปในช่วงนั้น กล่าวคือ ทำลายระบบนิเวศ สกปรก เนื่องจากขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ลงในแม่น้ำน่าน มิอาจแก้ไขได้ นอกจากมีเรือดูดสิ่งปฏิกูล บางครั้งอาจทิ้งขยะลงในแม่น้ำน่าน เป็นต้น ปัจจุบันชุมชนชาวแพที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ถูกซุกซ่อนไว้ด้านท้ายน้ำน่าน ซึ่งไม่สามารถสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่ถูกบรรจุไว้ในคำขวัญได้เลย...
กาแฟไขชะมดเช็ด เรือน"ภูศยา"บนเส้นทางพิษณุโลก - สุโขทัย เชิญลิ้มชิมรส ร้านกาแฟดังเมืองพิษณุโลก ไอเดียเก๋  นำ "ไขชะมดเช็ด"มาเคลือบในเมล็ดกาแฟโรบัสต้า รสชาติกลมกล่อม หอมกรุ่น ละมุนลิ้น สร้างอัตลักษณ์กาแฟสดด้วยกลิ่นอโรมาเธอราปี ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพด้านบำรุงหัวใจ ลดความดันเลือด ลดไขมันในเส้นเลือด และไม่มีรสขม เรือนกาแฟ "ภูศยา" ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายพิษณุโลก – สุโขทัย ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 12 พื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลไผ่ขอดอน อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก คลาคล่ำไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนอุดหนุนกาแฟหลากหลายรสชาติ เนื่องจากเป็นร้านกาแฟที่ตั้งมานานกว่า 5 ปี โดยเฉพาะกาแฟไขชะมดเช็ด เป็นกาแฟรสชาติใหม่ที่ทางร้านได้ปรับปรุง เพื่อเอาใจคอกาแฟที่รักสุขภาพ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากรสชาติจะกลมกล่อม หอมกรุ่น ละมุนลิ้น แล้ว ยังส่งผลดีด้านสุขภาพด้านบำรุงหัวใจ ลดความดันเลือด ลดไขมันในเลือด และไม่มีรสขม โดยไช้ไขชะมดเช็ด เป็นตัวสร้างอโรมาเธอราปี จะมีกลิ่นหอม ไขชะมดเช็ด 1 กิโลกรัม จะต้องใช้ชะมดเช็ด...
“พระราชทานอภัยโทษ”สังคมและครอบครัวยังรอคอยการกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ พิธีการปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เช้าวันที่10 พฤษภาคม2562 บรรยากาศที่หน้าเรือนจำจังหวัดลำพูน ญาติพี่น้องของผู้ต้องราชทัณฑ์จำนวนมากมารอรับผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 148 คน ผู้ต้องขังชาย121 คน ผู้ต้องขังหญิง14 คน ผู้ต้องกักขังชาย 12 คน และผู้ต้องกักขังหญิง1 คน สายตาทุกคู่เฝ้ามองที่ประตูทางออกเรือนจำด้วยใจจดจ่อและกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ดีใจที่บุคคลในครอบครัวจะได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าอีกครั้ง ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ว่าด้วยเหตุผลใด นับจากนี้ไปเชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับตนเป็นคนดีทุกคนในครอบครัวคอยให้กำลังใจ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ประพรมน้ำพุทธมนต์กล่าวสัมโมทนียกถาและให้พร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ นอกจากนั้น ยังมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีอาทิ นายสุจินต์ หลีสกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดลำพูน นางผุสดี สุวรรณมงคล อัยการจังหวัดลำพูน พลตำรวจตรีมาโนช อนันต์ฤทธิ์กุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน พันเอกโรมรัน ชูก้าน รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำพูน พันเอกสุจินต์ ทรัพย์สิน รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์และครอบครัว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอภัยโทษ ในครั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ต้องราชทัณฑ์ โดยขอให้ทุกคนนำข้อผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก พึงระลึกไว้เสมอว่าพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ เสมือนหนึ่งการให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง “ทุกอย่างกลับคืนมาไม่ได้สิ่งที่เสียไป คือเวลาวันนี้นอกจากผู้ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษจะรู้สึกดีใจที่ได้รับโอกาสกลับตนเป็นคนดีแล้ว ยังมีผู้ที่ดีใจยิ่งกว่านั่นคือครอบครัว ที่เฝ้ารอคอยให้ได้กลับไปอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าอีกครั้ง ขอให้มุ่งมั่นตั้งใจประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความดีประกอบอาชีพการงานที่สุจริตเลี้ยงตนเองและครอบครัว รู้จักพอประมาณมีเหตุผลศึกษาหาความรู้ เพื่อให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมสุจริตขยันอดทน ซึ่งจะส่งผลให้มีชีวิตส่วนตนและครอบครัวมีความผาสุกอย่างยั่งยืน” นายอรรษิษฐ์กล่าว ทางด้านนายธวัช ตันยุวรรธนะ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดลำพูน กล่าวว่า การปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ในวันนี้ เป็นการปล่อยตัวผู้ต้องโทษจำคุกในคดีความผิดตามที่พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษพุทธศักราช 2562 ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ได้มอบหมายให้เรือนจำจัดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ภายหลังพ้นโทษ และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก ซึ่งผู้ต้องราชทัณฑ์ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ได้ผ่านการอบรมเรียบร้อยแล้ว สังคมและครอบครัวยังรอคอยให้โอกาสความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต และให้ความไว้วางใจในการรับเข้าทำงานประกอบอาชีพโดยสุจริต การเวก/รายงาน
  พิธีบวงสรวงขอพระบรมราชานุญาตดวงพระวิญญาณบุรพมหากษัตริย์ไทย และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อรื้อถอนอาคารบดบังศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช บริเวณเขตโบราณสถานพระราชวังจันทน์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก อีกทั้งการต่อเติมอาคารรูปเกือกม้า หรือตัวC ด้านหลังศาลฯหลังเก่าในเช้าวันที่22 เมษายน2562 โดยนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ประธานในพิธี มีข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ร่วมพิธีจำนวนมาก กล่าวกันว่าอาคารดังกล่าวถูกก่อสร้างตามนิมิตของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ในที่สุดชาวพิษณุโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์เก่าโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม(พ.พ.)มีการรวมตัวออกมาคัดค้านนานนับปี โดยแกนนำ“หัวหมู่ทะลวงฟัน“ พ.อ.เชาว์ เกตุดี ประธานชมรม พ.พ. 14-16 และนายมนตรี ศรีภิรมย์ เป็นเลขาฯออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้อนุรักษ์ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชหลังเก่า ที่มีคุณค่าทางจิตใจ และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส มิอาจสามารถลบเลือนความจดจำที่ยากจะจืดจางจากจิตใจชาวพิษณุโลก เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดศาลฯเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2505 ดังมีพระราชดำรัส พระราชทาน ความว่า “ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ได้จัดสร้างขึ้นใหม่ในอาณดาบริเวณ ซึ่งเป็นที่พระราชสมภพแห่งนี้สมเด็จอดีตมหาราชพระองค์นี้ ได้ทรงบากบั่นกอบกู้เอกราชและสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติของเราด้วย พระวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่งดังที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวมาแล้วพระราชวีรกรรมของพระองค์เด่นชัดอยู่ในประวัติศาสตร์ทรงมีพระคุณูปการแก่ชาติบ้านเมืองและพสกนิกรชาวไทยยิ่งนัก ฉะนั้นการที่ทางราชการได้ร่วมมือกับบรรดาพ่อค้าประชาชน จัดสร้างศาลของพระองค์ขึ้นใหม่ แทนของเดิมให้เหมาะสม จึงสมควรอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงความเพียรพยายามที่จะเทิดพระเกียรติทุกวิธีทางแล้ ยังเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาธรรมอันควรแก่การสรรเสริญและอนุโมทนาในการกอบกู้เอกราชและเสริมสร้างความมั่นคงแก่ชาติบ้านเมืองเป็นลำดับมานั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและบรรพบุรุษของเราทั้งหลาย ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานับประการมาด้วยความเหนื่อยยากและความเสียสละแล้วเพียงไรก็ทราบกันอยู่แล้ว ฉะนั้นควรที่เราทั้งหลายจะพยายามช่วยกันรักษามรดกอันล้ำค่า ซึ่งได้ตกทอดมาถึงเราไว้ให้ดีอย่าให้สูญสลายไปได้ ได้เวลาแล้วข้าพเจ้าจะได้ประกอบพิธีเปิดศาลขอให้ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จงสถิตสถาพรเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติเมืองนี้ ในวีรมหาราชพระองค์นั้นชั่วกาลนานสมดังปณิธานที่ได้จัดสร้างขึ้นเทอญ” อย่างไรก็ตาม เช้าวันที่22 เมษายน2562 ก่อนจะมีพิธีพราห์มบวงสรวง ประกอบด้วย เครื่องสังเวย วงปี่พาทย์ ภายหลังที่นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้สักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กล่าวแสดงความรู้สึกต่อหน้า พ.อ.เชาว์ เกตุดี ประธานกลุ่มเรารักศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และผู้ติดตามว่า “ปัญหาจะทำอย่างไรชาวพิษณุโลกต้องช่วยกันและบำรุงรักษาบ้างดูสภาพมันสกปรกไปดูอุทยานประวัติศาสตร์ที่เราทำแทบจะนอนบนสนามหญ้าได้เลย” การเอ่ยอ้างราวกับจะปลุกจิตสำนึกประชาชนชาวพิษณุโลกแล้วนั้น อาจอนุมานได้ว่าอันดับแรก กล่าวคือองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะผู้รับถ่ายโอนการดูแลมาจากกรมศิลปากร นอกจากนั้นศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและโบราณสถานพระราชวังจันทน์ ตั้งอยู่ภายในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก ประการสำคัญคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลนครพิษณุโลกชุดปัจจุบันใช้ชื่อ“คณะลูกนเรศวร” นั่นอันอาจรวมไปถึงจังหวัดพิษณุโลกโดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก คงจะใช้โอกาสอันงดงามในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม และเคยศึกษาร่ำเรียนกันมา ซึ่งในอดีตเป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม อย่างไรก็ตามกรมศิลปากร คงมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบการดูแลไปได้เนื่องจากมีหน่วยงานในสังกัดประจำอยู่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ที่ต้องประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพระราชวังจันทน์โบราณสถานให้สง่างามสมพระเกียรติ หากทุกฝ่ายมีความรู้สึกร่วมกันในอันที่จะรักษาสมบัติของชาติและสถานที่ที่มีความสำคัญและศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไว้ ไม่ใช่เป็นเพียงขอใช้ชื่อ สถานที่วิงวอนขอพร หรือบนบานศาลกล่าว ขอให้สัมฤทธิ์ผลสมดังปรารถนาเท่านั้น เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าแม้แต่“นายอนันต์ ชูโชติ“ยังเคยมาวิ่งรอบศาลฯภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมศิลปากร “พระราชวังจันทน์” แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์สถานที่พระราชสมภพ และประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งผู้คนทั่วสารทิศเดินทางมาสักการะบูชา และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณวีรกษัตริย์นักรบที่เกรียงไกรในปฐพี ชาวพิษณุโลก คงมีความภาคภูมิในฐานะเทือกเหล่ากอลูกหลานที่บรรพชนเคยร่วมรบหลั่งเลือดในสมรภูมิ กร บ้านกร่าง. รายงาน