โค้งสุดท้าย!! เก้าอี้นายกเทศมนตรีนครสองแคว”หญิงเหล็ก” โดนรุมสกรัมยับ เกทับบลัฟแหลก
นับตั้งแต่ปี่กลองเริ่มอุบัติขึ้น การเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศบาลนครพิษณุโลก วันแรกดูคึกคักปักหมุด เบอร์ 1 นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงษ์ เบอร์ 2 นายพิทักษ์ สันติวงษ์สกุล เบอร์ 3 นางเปรมฤดี ชามพูนท เบอร์ 4 นายธนากร กลิ่นผกา

บรรยากาศการหาเสียงเป้าหมายต้องเสียดสีโจมตีข้อบกพร่องของนางเปรมฤดี ชามพูนท เนื่องจากครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานหลายสมัย ย่อมมีจุดอ่อนจุดแข็งละคนกันไป ผู้สมัครหน้าใหม่จึงพยายามดึงทีมผู้สมัครหนุ่มสาวออกมาอวดโฉมปรากฏกาย ชูนโยบายและวิสัยทัศน์การหาเสียง ตลอดจนความพร้อมของทีมผู้สมัครที่มีการเตรียมการมาอย่างดี นอกจากคณะลูกนเรศวรของนางเปรมฤดี เป็นหัวหน้าคณะแล้ว

อีกทีม คือทีมพัฒนานคร ซึ่งมีนายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ เบอร์ 1 เป็นหัวหน้าทีมซุ่มซ้อมเตรียมการณ์มาค่อนข้างดี เคยนั่งเก้าอี้มาหลายตำแหน่ง อาทิ ส.อบจ.เขตอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ประธานสภา อบจ.พิษณุโลก รองนายก อบจ.พิษณุโลก อีกด้านหนึ่งมีภรรยาเป็นแพทย์หญิง เปิดคลินิกอยู่ย่านถนนวิสุทธิกษัตริย์ เขตเทศบาลนครพิษณุโลก

ส่วนเบอร์ 2 นายพิทักษ์ สันติวงษ์สกุล อดีต สส. พิษณุโลก อดีตรองนายก อบจ.พิษณุโลก นับว่ามีชื่อชั้น คนรู้จักมากมาย ทว่าถูกกระแสวิพากษ์ว่าห่างหายจากเวทีการเมืองท้องถิ่น และกิจกรรมอื่นๆไป ซึ่งไม่แตกต่างจากการห่างเวที อาจสูสีกับคนรุ่นใหม่ที่คนยังรู้จักไม่มากมายนัก

เลือกตั้งครั้งนี้พยายามรวบรวมร้อยเรียงบรรดาสายสะพาย อดีตข้าราชการระดับสูง มาร่วมทีมคึกคัก การปราศรัยหาเสียงที่มีลีลาวาทะเผ็ดร้อน อาจเป็นเพียงวาทะกรรมที่แผ้วผ่านไปหรือไม่

สำหรับ เบอร์ 4 นายธนากร กลิ่นผกา พรรคประชาชน แม้จะเป็นบุคคลหน้าใหม่ทางการเมือง แต่มีต้นทุนของพรรคประชาชน คะแนนนิยมฝังรากลึกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้ง สส.และนายก อบจ.พิษณุโลก คะแนนนิยมในเขตเทศบาลมาเป็นกลุ่มก้อนอย่างน่าสะพรึงกลัว

แต่ทว่ามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างหนาหูว่าการดีเบต ริมฝั่งน่านน้ำ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากการเมืองฝั่งตรงข้ามจับผิดในการสัญญาว่าจะให้ของนายธนากร

ท่ามกลางการหาเสียงที่เข้มข้นมาตามลำดับคู่ต่อสู้ที่น่าที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือระหว่างเบอร์ 1 กับเบอร์ 3 เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านทีมผู้สมัครและสถานะการเงิน มีการเกทับบั๊บแหลกกันอย่างสนุกมือ ของเหล่าหัวคะแนน และคนในเขตเทศบาลนคร

หากกล่าวถึงนายศิริชิน เบอร์ 1 ถูกกระแนะกระแหนว่าหน้าใหม่รู้จักเทศบาลทุกซอกซอยหรือไม่ แต่นับว่ามีแนวร่วมทั่วทุกทิศ ทั้งการปรากฏกาย กระแสโซเชียล เสียงเล่าลือเล่าอ้าง อาทิ นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ.พิษณุโลก นางสุวิมล ปราบศรีภูมิ อดีตรองประธานสภา อบจ.พิษณุโลก ภรรยาของพ.ต.อ ภาคภูมิ ปราบศรีภูมิ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก และนายจเด็ศ จันทรา สส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคเพื่อไทย ติดโผเข้าไปด้วย

นายนรินทร์ วัฒนกุลชัย อดีตนายกเทศบาลเมืองอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก เคยใช้ชื่อคณะลูกนเรศวร เป็นชาวเทศบาลนครพิษณุโลก แต่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้ง มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า”หัวเบี้ย” เบอร์ 1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ในพื้นที่ย่านตำบลบ้านคลอง

ประการสำคัญนายสุวรรณ อุบลเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพิษณุโลก บิดาของนางสุวิมล เป็นชาวอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย และมีความคุ้นเคยกับ “โกเหนา” บิดาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน “ขุนศึกแห่งลุ่มน้ำยม”ประกอบกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นเดียวกับ พ.ต.อ.วทัญญู หรือ หนุ่ย วิทยผโลทัย รอง ผบก. บอดี้การ์ดตระกูลชินวัตร จึงได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง

ด้านเบอร์ 3 นางเปรมฤดี ชามพูนท หญิงแกร่งแห่งเมืองสองแคว ชื่อเสียงกึกก้อง โอบอุ้มผู้คนเล่นการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติมาอย่างยาวนาน ภายใต้อุ้งปีกของสามีผู้ล่วงลับ คือ นายสุชน ชามพูนท อดีต สส.พิษณุโลก และอดีตรัฐมนตรี หลายสมัย แต่ทว่าการเมืองมันช่างโหดร้าย วันเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน ณ บัดนี้ ดูเหมือนว่า มิตรกลับกลายมาเป็นศัตรูจำนวนหนึ่ง น่าวังเวงชะมัด

นางเปรมฤดี นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีเมือง มาตั้งแต่ปี 2538 ว่างเว้นไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง และกลับมาทุ่มเทสร้างผลงาน พัฒนาในทุกมิติ จนได้รับสัญญานามและรางวัลอย่างมากมายตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมา แต่ทว่า “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” คำพังเพยนี้ ยังอมตะนิรันดร์กาล

แต่ทว่าฐานเสียงที่ยากยิ่งที่ใครจะมาขุดรากถอนโคน ภายในเขตเทศบาลของนางเปรมฤดี คือ อสม.หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่มีบทบาทสำคัญในสถานการณ์โควิด-19 และผู้สูงอายุในเขตสี่มุมเมือง มีผลมาจากการจัดตั้งศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายจนสามารถนั่งอยู่ในใจของคนสูงวัยจำนวนไม่น้อย นอกจากนั้นบรรดาบ้านเรือนร้านค้าในตลาดยุคเก่าก่อน ที่มีความผูกพันล้ำลึกทั้งนายสุชน และนางเปรมฤดี
นอกนนั้นยังมีฐานเสียงของนายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เขตเทศบาลนคร ที่ส่งบุตรชาย คือ นายธนิท กิตติจารุรักษ์ อดีตผู้สมัคร สส.พิษณุโลก เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ไปนั่งเก้าอี้รองนายกฯ คณะลูกนเรศวร รวมทั้งนายบวรเดช หล้าแหล่ง อดีตผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก มาเสริมทัพร่วมทีมบริหาร
30 มีนาคม 2568 นี้ เป็นวันที่คนในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ชี้ชะตาชีวิตทางการเมืองของตนเอง