มฟล.เปิดเวที “จากน้ำท่วม สู่น้ำปนเปื้อน” สะท้อนผลกระทบสารพิษข้ามพรมแดน
เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “จากน้ำท่วม สู่น้ำปนเปื้อน” ภายในงาน MFU International Festival 2026 ณ M for U (M4U) ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ชั้น 2 อาคาร M-Square มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ต.ท่าสุด อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย โดยมี ผศ.ดร.อภิสม อินทรลาวัณย์ อาจารย์ประจำสำนักวิชา มฟล. เป็นผู้ดำเนินรายการ
นางจุฑามาศ ราชประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า เหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันเมื่อปี 2567 ซึ่งระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 10 เซนติเมตร เป็น 1.10 เมตรภายในเวลาอันสั้น ส่งผลกระทบต่อ 7 ชุมชนริมแม่น้ำกก รวมระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ตั้งแต่บ้านร่มไทร ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ถึงพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย รวมถึงชุมชนบ้านป่างิ้ว ซอย 4 ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย หลังเกิดเหตุมีการบูรณาการร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ และส่วนอุทกวิทยาที่ 2 เชียงราย กรมทรัพยากรน้ำ ติดตั้งเสาระดับน้ำและจัดตั้งเครือข่ายข้อมูลเตือนภัย รวมถึงประสานโครงการชลประทานเชียงรายในการบริหารจัดการฝายน้ำแม่น้ำกก เพื่อให้ประชาชนสามารถรับข้อมูลและเตรียมตัวได้ทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากน้ำท่วมยังต่อเนื่อง โดยบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่กว่า 100 บ่อเกิดการปนเปื้อนจนไม่สามารถใช้งานได้ ประชาชนต้องซื้อน้ำดื่มและหันไปใช้น้ำจากแหล่งภูเขา ขณะที่รายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวและเรือนำเที่ยวได้รับผลกระทบจากเส้นทางน้ำที่เปลี่ยนแปลงและมีกองหินขนาดใหญ่กีดขวาง รวมถึงผลกระทบต่อช้างบ้านรวมมิตร ซึ่งจำนวนช้างลดลงจาก 9 เชือก เหลือ 4 เชือก โดยช้างบางส่วนมีปัญหาผิวหนังหลังไม่สามารถลงเล่นน้ำในแม่น้ำได้ตามปกติ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้เลี้ยงช้างด้วย
ด้าน น.ส.เมษา มาริสา ยาแปงกู่ ประธานเครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง กล่าวว่า ปัญหาสารโลหะหนักในแม่น้ำส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และอาชีพของชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองและคนรุ่นใหม่ การสูญเสียรายได้และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความกังวลต่ออนาคตของคนในชุมชน ขณะที่ผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะช้างที่เจ็บป่วยหลังเกิดน้ำท่วม ยังส่งผลต่อรายได้ของผู้เลี้ยงช้างตามมา
ขณะที่ น.ส.ปณาลี บุญรัตน์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มฟล. กล่าวถึงมิติของผลกระทบข้ามพรมแดนว่า ปัญหามลพิษทางน้ำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศไทย แต่เกี่ยวข้องกับกรอบกฎหมายแม่น้ำระหว่างประเทศ โดยจากการศึกษาวิจัยที่นำเสนอในเวทีระบุว่า มลพิษในแม่น้ำส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ที่อยู่นอกพรมแดน ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดในการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพน้ำและการกำหนดความรับผิดชอบเมื่อเกิดมลพิษข้ามพรมแดน
ผศ.ณัฐพล รังสฤษฎ์วรการ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการจัดการโลจิสติกส์ภัยพิบัติ กล่าวว่า นอกจากความเสี่ยงจากน้ำท่วมแล้ว สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือสารพิษหรือโลหะหนักที่อาจปะปนมากับกระแสน้ำ เนื่องจากน้ำท่วมหลายครั้งเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่อาจไม่สามารถอพยพหรือเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ขณะที่การช่วยเหลือและขนส่งสิ่งของในพื้นที่น้ำท่วมอาจต้องเปลี่ยนจากรถยนต์เป็นเรือหรือการเดินลุยน้ำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานที่อาจสัมผัสน้ำที่มีสารปนเปื้อน
ด้าน นพ.ณัฐดนัย วัดเกี้ยวพงษ์ ตัวแทนพรรคประชาชน อ.เมืองเชียงราย กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพว่า การได้รับสารหนูในปริมาณต่ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยอาการบางอย่างอาจไม่เฉพาะเจาะจง ทำให้การหาสาเหตุทำได้ยาก ขณะเดียวกันการตรวจหาปริมาณสารหนูในร่างกาย ทั้งจากเลือด ปัสสาวะ เส้นผม หรือเล็บ มีข้อจำกัดทั้งด้านช่วงเวลาการตรวจ ความแม่นยำ และค่าใช้จ่าย จึงเสนอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเอง ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมเมื่อต้องสัมผัสกับแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยง
น.ส.มณีรัตน์ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภาเชียงราย กล่าวว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม การแก้ไขไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยอำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ กลไกทางการทูต และการประสานงานในหลายระดับ รวมถึงการพิจารณาห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น
