ลุ่มน้ำอิงตอนล่าง เดินหน้าสู่ Ramsar Site สำรวจพื้นที่ชุ่มน้ำ 33 แปลงกว่า 9,441 ไร่ ผนึกชุมชนวางแผนอนุรักษ์–ฟื้นฟู ตั้งเครือข่ายดูแลระยะยาว

วันที่ 19 กันยายน 2569 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) และมูลนิธิโคคา-โคลา จัดเวทีเปิดตัวโครงการ “แม่โขง โฟลว์ (Mekong Flow)” และการขับเคลื่อนพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิงตอนล่าง ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลยางฮอม อ.ขุนตาล จ.เชียงราย โดยมีนายเกียรติชัย ชัยชนะ นายกเทศมนตรีตำบลยางฮอม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต นายภัคเกษม ธงชัย ตัวแทน IUCN นายสุเวช หาญเชาว์วงศ์ ผู้แทนมูลนิธิโคคา-โคลา หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และตัวแทนชุมชนเข้าร่วม


เวทีดังกล่าวมุ่งผลักดันพื้นที่ลุ่มน้ำอิงตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ เทิง เวียงเชียงรุ้ง ขุนตาล และเชียงของ ให้ได้รับการอนุรักษ์และบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการผลักดันขึ้นทะเบียนเป็น “พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ” หรือ Ramsar Site ซึ่งหากดำเนินการได้ จะเป็นพื้นที่ Ramsar แห่งที่ 2 ของจังหวัดเชียงราย และเป็นแนวทางสำคัญในการผนวกขยายพื้นที่ชุ่มน้ำในอนาคต

ตัวแทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า โครงการแม่โขง โฟลว์ เป็นความร่วมมือระหว่าง IUCN มูลนิธิ TTCF กรมทรัพยากรน้ำ และสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน น้ำ และป่า ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับวิถีชีวิตของประชาชน พร้อมสนับสนุนการนำทรัพยากรและทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่ชุ่มน้ำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และเรื่องราวของชุมชนสู่ระดับสากล
นางสาวประอร อุดมประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิงมีความโดดเด่นทั้งด้านระบบนิเวศและวัฒนธรรม จึงมีแนวทางที่จะนำทุนในพื้นที่มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ โดยในปี 2570 กรมทรัพยากรน้ำมีโครงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ชุ่มน้ำ และมีความสนใจที่จะเข้ามาศึกษาและสนับสนุนพื้นที่ลุ่มน้ำอิงเพิ่มเติม
นางสาวประอรยังกล่าวถึงการผลักดันร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อให้ประเทศไทยมีแผนระดับชาติและกฎหมายรองรับการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชี้แจงกรณีเวียงหนองหล่มว่า โครงการที่เกี่ยวข้องเป็นการดำเนินงานของกรมชลประทาน
ด้านนายภัคเกษม ธงชัย ตัวแทน IUCN กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุ่มน้ำในที่ราบลุ่มแม่น้ำอิงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เนื่องจากเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำกับที่ราบ ทำหน้าที่ชะลอน้ำ กรองน้ำ และกักเก็บน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารและแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ
สำหรับโครงการแม่โขง โฟลว์ จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานร่วมกับชุมชนในการฟื้นฟูพื้นที่ รวมถึงสร้างกลไกให้ทรัพยากรและระบบนิเวศของลุ่มน้ำอิงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทรัพยากรเหล่านี้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป
ขณะที่นายเกรียงไกร แจ้งสว่าง ตัวแทนสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต นำเสนอผลสำรวจพื้นที่ป่าชุ่มน้ำเบื้องต้น พบพื้นที่ทั้งหมด 33 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 9,441 ไร่ ครอบคลุม 4 อำเภอ 12 ตำบล ประกอบด้วยพื้นที่วัด ที่ดิน นสล. ป่าชุมชน และพื้นที่รกร้าง โดยพื้นที่สำคัญกระจายตั้งแต่อำเภอเทิง ขุนตาล พญาเม็งราย ไปจนถึงเชียงของ อาทิ ป่าวังเสือ ป่าวังแฮด หนองปลาโอ หนองแซก ป่าส่องแสง บ้านป่าบงน้ำล้อม ป่าห้วยสัก ป่าจำปูดิน ป่าเวียงหวาย รวมถึงผืนป่าตำบลบุญเรืองที่มีพื้นที่มากกว่า 3,000 ไร่ และพื้นที่ชุ่มน้ำในตำบลครึ่ง ศรีดอนชัย และสถาน
ด้านนายศักดิ์ณรงค์ ขอบปี นายช่างโยธาชำนาญงาน ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ 4 เชียงราย เสนอให้ชุมชนตั้งแต่พื้นที่เทิงถึงเชียงของร่วมกันจัดตั้ง “เครือข่ายพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิงตอนล่าง” โดยอาจแบ่งการทำงานเป็นรายอำเภอหรือรวมเป็นเครือข่ายเดียว เพื่อสร้างกลไกในการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้จังหวัดหรืออำเภอเข้ามาเป็นประธานคณะทำงานภายใต้คำสั่งจังหวัดเชียงราย และสามารถนำรูปแบบการบริหารจัดการจากพื้นที่หนองหลวงหรือหนองบงคายมาปรับใช้
อย่างไรก็ตาม การผลักดันพื้นที่ชุ่มน้ำยังมีข้อจำกัดด้านสถานะที่ดินและกฎหมาย นายประยุทธิ์ กาใจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ป่าชุมชน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย ระบุว่า พื้นที่ป่าชุ่มน้ำบางแห่งเป็นที่ดิน นสล. ซึ่งอยู่ในการดูแลของกระทรวงมหาดไทยหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่การขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนหลังปี 2561 มีข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 รวมถึงกิจกรรมขุดลอกหรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบางประเภทอาจติดข้อจำกัดด้านระเบียบ จึงจำเป็นต้องพิจารณาสถานะพื้นที่เป็นรายกรณี และหารือร่วมกับชุมชนและนายอำเภอ
นายสุเวช หาญเชาว์วงศ์ ผู้แทนมูลนิธิโคคา-โคลา กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำมีความซับซ้อนจากกฎหมายที่ดินหลายฉบับ ทั้ง น.ส.3 นสล. โฉนด และที่ราชพัสดุ ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะและสิทธิในพื้นที่ รวมถึงกระบวนการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน โดยเห็นว่าความร่วมมือภายใต้โครงการแม่โขง โฟลว์ และความเข้มแข็งของชุมชน จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา
ส่วน นายองอาจ คนุตวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากร ทั้ง 7 สายน้ำ 35 ม่อนดอย และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังเผชิญภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบ รวมถึงปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำจากเหมืองแร่ต้นน้ำข้ามพรมแดน
นายองอาจเสนอให้จัดทำ “แผนแม่บทพื้นที่ชุ่มน้ำ” และกำหนด Zoning อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นกรอบบริหารจัดการพื้นที่และลดความขัดแย้งจากการพัฒนา การขุดลอก หรือโครงการของภาครัฐ พร้อมยกกรณีเวียงหนองหล่มเป็นบทเรียนว่า การพัฒนาพื้นที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์และพื้นที่ธรรมชาติเดิม ดังนั้นทุกโครงการควรรับฟังความคิดเห็นและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ขณะที่ตัวแทนชุมชนตำบลยางฮอมสะท้อนปัญหาพื้นที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์เดิมประมาณ 2,000 ไร่ ในหมู่ 8 และหมู่ 9 ซึ่งไม่ได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ไว้ในอดีต ส่งผลให้เกิดปัญหาการบุกรุกครอบครองและขาดข้อมูลแนวเขตที่ชัดเจน โดย ทสจ.เชียงรายแนะนำให้ชุมชนรวบรวมข้อมูลและยื่นเรื่องผ่านศูนย์ดำรงธรรม เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินระดับจังหวัดตรวจสอบ
ด้านชุมชนตำบลศรีดอนชัยนำเสนอแนวคิดการอยู่ร่วมกับป่าชุ่มน้ำของชุมชนไทลื้อ ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก พร้อมเสนอให้ยกระดับพื้นที่ควบคู่กับการถ่ายทอดเรื่องราวการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชน เช่น การปลูกฝ้ายเพื่อใช้ในประเพณี “จุลกฐิน” พระราชทาน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชน
ภายหลังการประชุม เปิดเวทีให้ตัวแทนชุมชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางผลักดันพื้นที่ลุ่มน้ำอิงตอนล่างสู่พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ โดยใช้การติดสติกเกอร์เพื่อสะท้อนลำดับความสำคัญของแนวทางดำเนินงาน พบว่าแนวทาง “ฟื้นฟูพื้นที่เพิ่มเติม ปลูกพืชท้องถิ่น พืชอาหารของชุมชน และปรับปรุงโครงสร้างเดิม” ได้ 52 คะแนน รองลงมาคือ “สำรวจขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsar Site)” 38 คะแนน “สำรวจขึ้นทะเบียนป่าชุมชน” 32 คะแนน และ “สำรวจรังวัดเพื่อขึ้นทะเบียน นสล.” 30 คะแนน
เวทีดังกล่าวสะท้อนแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ในการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิงตอนล่าง โดยการผลักดัน Ramsar Site ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอนุรักษ์ ขณะเดียวกันยังต้องดำเนินการควบคู่กับการแก้ไขปัญหาสถานะที่ดิน การฟื้นฟูระบบนิเวศ การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ และการจัดตั้งเครือข่ายชุมชน เพื่อให้พื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิงยังคงเป็นฐานทรัพยากรและแหล่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของประชาชนในระยะยาว
