เชียงราย เกษตรกร 9 อำเภอ เสี่ยงกระทบสารโลหะหนัก หลังแม่น้ำกก-สาย-รวกปนเปื้อน หวั่นผลผลิตถูกปฏิเสธ-กดราคา จี้รัฐเปิดทางเกษตรกรร่วมแก้ปัญหา
วันที่ 17 กันยายน 2569 อ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ทำหนังสือถึง นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเชียงราย ขอให้ผลักดันการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งมีการติดตามปัญหาการสะสมของสารโลหะหนักในน้ำและตะกอนดิน โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งการท่องเที่ยว การประมง การประปา และภาคการเกษตร
อ.ดร.สืบสกุล ระบุว่า ผลกระทบต่อภาคการเกษตรสามารถจำแนกได้ 5 ประเด็น โดยประเด็นแรกคือ ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พบการปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภค โดยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 สำนักงานเกษตรอำเภอแม่อาย และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ร่วมกันเก็บตัวอย่างผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ตำบลท่าตอน ส่งตรวจหาสารโลหะหนักรวม 6 ครั้ง โดยหนังสือระบุว่าพบพืชผักและผลไม้ 18 ชนิด มีการปนเปื้อนแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนูเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภค ทั้งนี้ พื้นที่เพาะปลูกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ที่มีดินตะกอนจากแม่น้ำกก
ประเด็นที่ 2 คือ เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานยังต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่มีความกังวลเรื่องการปนเปื้อนในการทำนา โดยพื้นที่ชลประทานแม่น้ำกกบริเวณฝายเชียงรายมีประมาณ 50,000 ไร่ ขณะที่ระบบชลประทานแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก หรือ RC1 RC2 และ RC3 มีพื้นที่ประมาณ 60,000 ไร่ ซึ่งมีการปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง ทำให้เกษตรกรกังวลว่า หากมีการสะสมของสารโลหะหนักในระบบน้ำและดิน อาจส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตและสุขภาพของผู้บริโภคในอนาคต
ประเด็นที่ 3 คือ ความเสี่ยงของเกษตรกรนอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งแต่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อเนื่องมายังอำเภอเมืองเชียงราย เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง ดอยหลวง แม่จัน แม่สาย เชียงของ และเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ติดลำน้ำและบางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ หลังน้ำลดเกษตรกรจะกลับมาใช้พื้นที่ปลูกพืชผักหลากหลายชนิด จึงมีความกังวลว่าตะกอนที่มากับน้ำอาจส่งผลต่อคุณภาพดินและผลผลิตทางการเกษตร
ประเด็นที่ 4 คือ ความไม่แน่นอนด้านรายได้และตลาดของเกษตรกร โดยหนังสือระบุว่า บริษัทส่งเสริมการเกษตรแบบพันธะสัญญาบางแห่งได้ยกเลิกการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกบางชนิดในบางพื้นที่ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในพื้นที่เพาะปลูก ขณะเดียวกันเกษตรกรบางพื้นที่ประสบปัญหาถูกกดราคาผลผลิตหรือถูกปฏิเสธการรับซื้อ เนื่องจากผู้รับซื้อยังขาดความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลผลิต
ส่วนประเด็นที่ 5 คือ การมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการแก้ไขปัญหา โดย อ.ดร.สืบสกุล ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำข้ามพรมแดน เกษตรกรยังไม่ได้รับเชิญให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางหรือนโยบายแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับจังหวัดและหน่วยงานระดับกรม รวมถึงไม่ได้มีส่วนร่วมในการเก็บตัวอย่างผลผลิตทางการเกษตร และยังไม่ได้รับข้อมูลผลการตรวจจากหน่วยงานภาครัฐอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ อ.ดร.สืบสกุล ขอให้สมาชิกวุฒิสภานำปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเข้าสู่การหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดน รวมถึงเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูล การเก็บตัวอย่างผลผลิต การรับทราบผลการตรวจ และการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป
