สว.รับหลักการแก้กฎหมายท้องถิ่น ปลดล็อกวาระนายก อบจ.-เทศบาล-อบต. เปิดทางอายุ 25 ปีลงสมัครได้
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมวุฒิสภามีมติรับหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว โดยสาระสำคัญของการแก้ไขครั้งนี้ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการเมืองท้องถิ่นไทย ทั้งในมิติของการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่สนามเลือกตั้ง และการปลดล็อกข้อจำกัดด้านวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นที่ใช้มานาน
สำหรับร่างกฎหมายที่วุฒิสภารับไว้พิจารณาประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ร่างพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล และร่างพระราชบัญญัติเทศบาล โดยทั้ง 3 ฉบับมีแกนหลักในทิศทางเดียวกัน คือการปรับเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
สาระสำคัญที่ถูกจับตามากที่สุดคือ การลดอายุขั้นต่ำของผู้สมัคร จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 35 ปี ลงมาเหลือเพียง 25 ปี ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางการเมืองและประสบการณ์การทำงานในระดับท้องถิ่น สามารถก้าวเข้าสู่การแข่งขันได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน อีกประเด็นสำคัญคือการยกเลิกข้อห้ามเดิมที่ไม่ให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ หรือรวมไม่เกิน 8 ปี
ซึ่งหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะเปิดทางให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่ยังได้รับความนิยมจากประชาชนสามารถลงสมัครต่อเนื่องได้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองระดับท้องถิ่น เพราะในอีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการคืนสิทธิให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินโดยตรงว่าจะเลือกผู้นำคนเดิมกลับมาทำงานต่อหรือไม่ ขณะที่อีกมุมหนึ่งก็อาจมีคำถามตามมาถึงความเสี่ยงเรื่องการสะสมอำนาจทางการเมืองในพื้นที่ หากผู้บริหารบางรายสามารถครองอิทธิพลทางการเมืองได้ต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน
.
การรับหลักการของวุฒิสภาในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายละเอียดทางกฎหมาย แต่ยังอาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงสมรภูมิการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะในจังหวัดและเทศบาลขนาดใหญ่ที่การแข่งขันทางการเมืองเข้มข้น และมีฐานอำนาจท้องถิ่นที่แข็งแรงอยู่แล้ว โดยไม่มีเพดานวาระตามข้อกำหนดเดิม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองระดับท้องถิ่น เพราะในอีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการคืนสิทธิให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินโดยตรงว่าจะเลือกผู้นำคนเดิมกลับมาทำงานต่อหรือไม่ ขณะที่อีกมุมหนึ่งก็อาจมีคำถามตามมาถึงความเสี่ยงเรื่องการสะสมอำนาจทางการเมืองในพื้นที่ หากผู้บริหารบางรายสามารถครองอิทธิพลทางการเมืองได้ต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน
.
การรับหลักการของวุฒิสภาในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายละเอียดทางกฎหมาย แต่ยังอาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงสมรภูมิการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะในจังหวัดและเทศบาลขนาดใหญ่ที่การแข่งขันทางการเมืองเข้มข้น และมีฐานอำนาจท้องถิ่นที่แข็งแรงอยู่แล้ว
ขอบคุณ:MGR online
