เชียงราย สู้ฝุ่นเต็มกำลัง! ไฟป่าลดลง 76% ระดมทุกภาคส่วนดูแลประชาชน แม้ยังเผชิญฝุ่นข้ามแดน
พ่อเมืองเชียงราย ขอบคุณทีมดับไฟ ทุกพื้นที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ เสียสละ เสี่ยงภัย ปกป้องคนเชียงราย เดินหน้าแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ฝุ่นละอองในหลายพื้นที่ยังเกินค่ามาตรฐาน แต่ภาพรวมของสถานการณ์ไฟป่าภายในจังหวัดมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในพื้นที่

.
วันที่ 3 เมษายน 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 เมษายน 2569 จังหวัดเชียงรายพบจุดความร้อน (Hotspot) สะสมจำนวน 1,253 จุด คิดเป็นเพียงร้อยละ 4.33 ของพื้นที่ภาคเหนือ และจัดอยู่ในอันดับที่มีจุดความร้อนน้อยที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่

.
โดยเฉพาะสถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนเพียง 37 จุด ลดลงจากวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งพบ 156 จุด คิดเป็นการลดลงถึงร้อยละ 76 ภายในระยะเวลาเพียงวันเดียว ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนว่ามาตรการ “หยุดเผา” และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงความร่วมมือของประชาชน เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
.
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวขอบคุณประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำชุมชน เกษตรกร และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมมือกันลดการเผาในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะช่วงระหว่างวันที่ 20 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดเชียงรายไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าความร่วมมือของประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้จริง

.
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ไฟป่าภายในจังหวัดจะคลี่คลายลง แต่ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากยังมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยปัจจัยหลักมาจาก “ฝุ่นควันข้ามแดน” จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีจุดความร้อนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ประชาชนยังมีข้อสงสัยว่า “เมื่อการเผาในพื้นที่ลดลงแล้ว เหตุใดฝุ่นยังสูง” จังหวัดเชียงรายได้วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม Suomi VIIR พบว่า สาเหตุสำคัญมาจาก “หมอกควันข้ามแดน” จากประเทศเพื่อนบ้านโดยในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 1 เมษายน 2569 ประเทศเมียนมาพบจุดความร้อนสูงถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่จังหวัดเชียงรายมีเพียง 1,253 จุดเท่านั้น และเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (26 มีนาคม – 1 เมษายน 2569) ประเทศเมียนมาพบจุดความร้อน 45,572 จุด และ สปป.ลาว 21,646 จุด ในขณะที่จังหวัดเชียงรายมีเพียง 905 จุด

.
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดว่า แม้จังหวัดเชียงรายจะสามารถควบคุมการเผาในพื้นที่ได้ดีขึ้น แต่ยังคงได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันที่พัดพาข้ามพรมแดน ประกอบกับสภาพอากาศปิดและลมสงบ ทำให้ฝุ่นสะสมในพื้นที่และระบายออกได้ยากประกอบกับสภาพภูมิประเทศของจังหวัดเชียงรายที่เป็นพื้นที่แอ่งกระทะและมีภูเขาสลับซับซ้อน เมื่อเกิดสภาพอากาศปิด ลมสงบ จึงทำให้ฝุ่นละอองสะสมในพื้นที่และระบายออกได้ยาก
.
ในการแก้ไขปัญหา จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยมีการจัดทำแนวกันไฟตามแนวชายแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน การประสานความร่วมมือผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) รวมถึงการเตรียมใช้กลไกทางการทูตในการเจรจาเพื่อลดปัญหาหมอกควันข้ามแดนในระยะยาว
.
นอกจากนี้ จังหวัดยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมแนวทาง “ชุมชนจัดการไฟ” เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล ลดการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ในอนาคต
.
ในด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน จังหวัดเชียงรายได้ระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ ภายใต้นโยบาย “สุขภาพต้องมาก่อน (Health First)” โดยได้เร่งแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้ประชาชนเกือบ 300,000 ชิ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง พร้อมจัดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่น” จำนวนกว่า 457 แห่ง กระจายอยู่ในโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าพักพิงในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง
ขณะเดียวกัน ได้มีการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด ทั้งผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัว รวมกว่า 150,000 คน โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ติดตามอาการและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพให้ได้มากที่สุด
.
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ให้หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง และติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว
.
ท้ายที่สุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำว่า ทุกหน่วยงานในพื้นที่กำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง ทั้งการควบคุมไฟป่า การลดแหล่งกำเนิดฝุ่น และการดูแลสุขภาพของประชาชนควบคู่กันไป โดยการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จะสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน
.
“จังหวัดเชียงรายจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน เพื่อมุ่งสู่การเป็นจังหวัดที่ดินดี น้ำดี อากาศดี เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในระยะยาว”นายชูชีพ กล่าว

