พิษณุโลก “พรรคภูมิใจไทย”กวาดเก้าอี้ สส.3 เขต ทลายขุมกำลังพรรคเพื่อไทย ดุจกระบี่เดียวดาย “สมศักดิ์-มนต์ชัย”เพลี่ยงพล้ำ
.
สนามการเลือกตั้ง สส.พิษณุโลก ปี 2569 เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่สำคัญ 5 เขตเลือกตั้ง ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย ทว่าผลคะแนนออกมาสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพื้นที่การเมืองของจังหวัดพิษณุโลก
.
พรรคเพื่อไทย หรือ ‘ค่ายเสื้อแดง’ เคยยึดครองเก้าอี้ 3 ที่นั่ง พื้นที่ 5 เขตเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งปี 2566 จำนวน 2 ที่นั่ง กล่าวคือ นายนพพล เหลืองทองนารา และนางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ต่อมาปี 2567 มีการเลือกตั้งซ่อมแทน“หมออ๋อง”นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ถูกยุบพรรคและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
พรรคประชาชน ส่งมวยแทนทายาทพิษณุโลกไทยนครหล่อยาง “โฟล์ค”นายณฐชนนท์ ชนะบูรณะศักดิ์ ลงสนามเลือกตั้งซ่อม มีพลพรรคระดับแกนนำอย่าง “เท้ง”นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร เป็นต้น เดินทางมาช่วยหาเสียง และในพื้นที่มี “ขุนศึก” อย่าง“หมออ๋อง”ลงคลุกพื้นที่อย่างเข้มข้น
ทว่าพรรคร่วมรัฐบาล กลับมารวมตัวกัน “รุมกินโต๊ะ ช่วย”บู้” นายจเด็ศ จันทรา พรรคเพื่อไทย ลงสนามแข่งขันอย่างคึกคัก กลายเป็นศึก“ศักดิ์ศรี”ภายใต้รัฐบาล“อุ้งอิ้ง” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชนิดพ่ายแพ้ไม่ได้พรั่งพร้อมไปด้วย“กระสุนดินดำ” โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต สส.สุโขทัย โดดข้ามห้วยมาคุมบังเหียนอีกแรง
อย่างไรก็ตาม กระแสปลุกไม่เอา “ส้ม”ค่อนข้างรุนแรงและได้ผล ระคนกับวลีดราม่า “มีทหารไว้ทำไม รบไปก็แพ้” ประกอบกับ นางเปรมฤดี ชามพูนท นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลกในขณะนั้น และนายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ผนึกกำลังช่วยกันทั้งภายในเขตเทศบาลนคร และตำบลรอบนอกของอำเภอเมืองพิษณุโลก ทำให้คะแนนกลับมาพลิกผัน “นายจเด็ศ จันทรา” จึงลอยลำเข้าสภาไปอย่างลอยนวล
การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามเลือกตั้งจังหวัดพิษณุโลก ค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลง ไป เมื่อนายจุติ ไกรฤกษ์ นักการเมือง อดีต สส.พิษณุโลก 8 สมัย สละเรือ“พรรครวมไทยสร้างชาติ”ภายหลังขาดลุงตู่ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันไปนั่งในตำแหน่งองคมนตรี
นายจุติ ย้ายมาซบพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับหอบหิ้วลูกศิษย์ก้นกุฏิของ”โกศล ไกรฤกษ์” คือนายพงษ์มนู ทองหนัก อดีต สส.พิษณุโลกเขต 3 ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของนายจุติ ก่อนที่จะไปนั่งเก้าอี้บัญชีรายชื่อในพรรครวมไทยสร้างชาติ
การเลือกตั้งครั้งนี้นายจุติ ยอมเสียสละพื้นที่เดิมให้กับนายพงษ์มนู และตนเองก้าวขยับขึ้นพื้นที่ค่อนข้างเสี่ยงสูง แม้ว่าเคยเป็นพื้นที่เดิมของตนเอง แต่ห่างหายมานาน คืออำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ และอำเภอวัดโบสถ์
นายจุติ ต้องต่อสู้กับนายเอกพงษ์ กุลเจริญ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก อีกทั้งมีอำเภอนครไทยเป็นถิ่นกำเนิด และมีความใกล้ชิดกับนายมนต์ชัย เป็นอย่างมาก อีกทั้งมีข่าวว่านักการเมืองบ้านใหญ่ของจังหวัดพิษณุโลก หอบหิ้วศรีภรรยาไปนอนนับเงินโปรยในพื้นที่อำเภอนครไทย และอำเภอชาติตระการ ท่ามกลางสายลมที่หนาวเหน็บเย็นยะเยือกยิ่ง
กระทั่งมีถ้อยคำล่องลอยอยู่ในสายลมอย่างมีนัยสำคัญเชื่อมั่นค่อนข้างสูงว่า “วัฏจักรทุกสรรพสิ่งหมุนไปตามกาลเวลา”
แต่ทว่าสัจธรรมของชึวิต บางครั้งเงินไม่สามารถซื้อได้ทุกสิ่ง และคนอื่นเขาก็มีเงิน จึงไม่สามารถหยุดยั้งนักการเมืองโดยสายเลือด “ร.ท.จงกล-โกศล-จุติ”ซึ่งเป็นตระกูลแรกที่เข้านั่งในสภาฯ “ปู่-พ่อ-ลูก” นายจุติ สามารถแหวกว่ายฝ่าดงกระสุนดินดำเข้ามาได้ด้วยความเหนื่อยยาก แม้ว่าผู้กว้างขวางแห่งเมืองสุโขทัย จะมานอนพักแรมบัญชาการอยู่ในตัวเมืองพิษณุโลก รวมทั้งนายพงษ์มนู ทองหนัก มีคะแนนชนะขาดลอยนายเจนวิทย์ จันทรา พรรคเพื่อไทย ในพื้นที่เขต 3
นอกจากนั้น ในพื้นที่เขต 4 นายนิยม ช่างพินิจ พรรคภูมิใจไทย อดีต สส. พิษณุโลก 4 สมัย แต่ทว่าในปี 2566 พ่ายแพ้ให้กับนางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ พรรคเพื่อไทย เที่ยวนี้นายนิยม สามารถทวงบัลลังค์แชมป์เก่ากลับคืนมาได้อย่างสง่างาม ทิ้งห่างคู่แข่งนับ 10,000 คะแนน

สำหรับสนามเลือกตั้งเขต 1 “โฟล์ค”หรือ นายณฐชนนท์ ชนะบูรณศักดิ์ พรรคประชาชน สามารถเอาชนะ “บู้” จเด็ศ จันทรา มากว่า 600 คะแนน นอกจากนั้น นางเปรมฤดี ชามพูนท อดีตนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก สละเรือเพื่อไทย หันไปช่วย ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร พรรคภูมิใจไทย ทำให้นายจเด็ศ ขาดมวลมหามิตรคะแนนหายไปอย่างน่าเสียดาย นับว่าเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่า เพราะความกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งที่ควรจดจำ

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 นายนพพล เหลืองทองนรา พรรคเพื่อไทย สามารถรักษาแชมป์เก่าไว้ได้เป็นสมัยที่ 4 ด้วยสไตล์ถึงลูกถึงคนกล้าหาญกับการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ประการสำคัญคู่แข่งไม่เข้มแข็งพอให้ปะมือ
สถานการณ์ภาพรวมอาจกล่าวได้ว่าจากพื้นดินสะเทือนถึงดวงดาว และสะท้อนถึงดุลยอำนาจทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในจังหวัดพิษณุโลก รวมถึงเก้าอี้ของนายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ที่ยึดครองมาอย่างยาวนานย่อมสั่นไหว โปรดจับตาอย่ากระพริบ
