พิษณุโลก.”ดร.จักษ์”ลั่นศักดิ์ศรีผู้แทนสำคัญกว่าเก้าอี้ และตำแหน่งบริหารในพรรค


วันที่ 29 มกราคม 2569  ที่บริเวณหน้าตลาดวัดจุฬามณี อำเภอเมืองพิษณุโลก ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก เขต 1 พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 2 กล่าวปราศรัยบนรถแห่ต่อหน้าพี่น้องประชาชน ประกาศจุดยืนทางการเมืองด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนได้รับความสนใจจากผู้ฟังตลอดสองข้างทาง หากมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร จะไม่ยอมเป็น สส. ที่นั่งเงียบเหมือนคนใบ้ และไม่ยอมตาบอดมองไม่เห็นความผิดพลาด ทั้งที่รู้ว่าเกิดการใช้อำนาจที่ส่งผลเสียต่อประเทศชาติและประชาชน จะไม่ยอมก้มหัวเพราะเกรงใจผู้มีอำนาจ และไม่ยอมเอาศักดิ์ศรีของผู้แทนประชาชนไปแลกกับเก้าอี้ในสภาฯ

ดร.จักษ์ กล่าวย้ำอีกว่า การเป็นผู้แทนราษฎร ไม่ใช่การเข้าไปเงียบเฉย เพื่อรักษาสถานะทางการเมือง แต่คือการกล้ายืนขึ้นพูดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องขัดกับคนในพรรคเดียวกันก็ตาม หากนโยบายใดสร้างผลเสียต่อประเทศชาติ เยาวชน และอนาคตของสังคมไทย โดยยกตัวอย่างอย่างชัดเจนถึงกรณี นโยบายคาสิโน ซึ่งอาจารย์จักษ์ยืนยันหนักแน่นว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง และจะไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่านโยบายดังกล่าวจะมาจากพรรคใด หรือแม้แต่เป็นแนวคิดของหัวหน้าพรรคที่ตนสังกัดอยู่ก็ตาม ถ้าเรื่องนั้นทำร้ายประเทศ ทำร้ายลูกหลานเรา ตนพร้อมลุกขึ้นคัดค้านทันที ต่อให้ต้องยืนอยู่คนเดียว ตนก็จะยืน

“นอกจากนั้นอาจารย์จักษ์ยังกล่าวถึงหลักการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา โดยย้ำว่า หากมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ประเทศชาติ ตนจะไม่เพิกเฉย แต่จะลุกขึ้นติดตาม ทวงถาม และผลักดันให้นำเงินนั้นกลับคืนสู่แผ่นดิน เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เงินของประเทศ ต้องกลับมาเป็นเงินของประเทศ ไม่ใช่เงียบหายไป เพราะ สส. ไม่กล้าพูด”

อาจารย์จักษ์ทิ้งท้ายบนรถแห่ท่ามกลางเสียงตอบรับจากประชาชนหยุดรับฟังด้วยความสนใจว่า ผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ต้องมาก่อนตำแหน่งใด ๆ และตนจะไม่มีวันยอมเอาอนาคตของประเทศ ไปแลกกับตำแหน่งบริหาร หรืออำนาจภายในพรรคการเมืองอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เป็นการตอกย้ำตัวตนทางการเมืองของผู้สมัคร สส.ได้อย่างชัดเจนในฐานะนักการเมืองที่ประกาศยืนอยู่ข้างประชาชนไม่ยอมเงียบ ไม่ยอมมองไม่เห็น และไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจที่ไม่ถูกต้อง