132

พิษณุโลก คนเฝ้าไข้ใช้แอพฯ คนป่วยมะเร็งตาย โอนเงินเข้าบัญชี 15 ล้านบาท ตร.ตามรวบยึดเงินคืน


วันที่ 4 ส.ค. 2565 พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ภ.6, พ.ต.อ.ทรงพล สังข์เกษม รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก, พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปราบศรีภูมิ ผกก.สภ. เมืองพิษณุโลก แถลงข่าว กรณีนายปฏิวัติ ไทยสม อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดพิษณุโลก บุตรชายของผู้เสียชีวิตอายุ 56 ปี ซึ่งเป็นอดีตพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง เดินทางร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.สตางค์ ทองรำพรรณ อายุ 46 ปี ชาว จ.พิษณุโลก ผู้ต้องหาลักโทรศัพท์มือถือของบิดาที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา

เพื่อใช้เข้าถึงข้อมูลและทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอพพลิเคชั่นโอนเงินจากบัญชีธนาคารของผู้เสียชีวิตเข้าบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาไปโดยทุจริต รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 15,790,000 บาท

จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนและจับกุมได้ในที่สุด หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีมาพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 100/89 หมู่ที่ 6 ต.วัดจันทร์ อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก จึงขออนุมัติหมายค้นต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ที่ ค.306/2565 ลงวันที่ 1 กันยายน 2565 จับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัดพิษณุโลก ที่ 319/2565 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2565 และตรวจค้นบ้านเลขที่ดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบของกลาง
1. เงินสด จำนวน 2,329,000 บาท
2. ทองคำแท่ง น้ำหนัก 10 บาท จำนวน 1 แท่ง มูลค่า 299,500 บาท
3. รถยนต์ยี่ห้อเชฟโลเลทรุ่นอ็อบตร้า สีเทา หมายเลขทะเบียน กท-6689 พิษณุโลก ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียชีวิต
4.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง
5 สมุดบัญชีเงินฝาก จำนวน 6 เล่ม
6.สำเนาเอกสารและทรัพย์สินอื่น ๆ อีกจำนวนหลายรายการ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนขยายผกระทั่งรู้ที่ซ่อนของเงินสดที่เหลือและสามารถติดตามยึดทรัพย์สินรายการที่ 7. เงินสดอีก 12,000,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหานำไปซุกในกระเป๋าเดินช่องเก็บยางอะไหล่หลังรถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเทา คันหมายเลขทะเบียน กก-8442 พิษณุโลก จอดอยู่ภายในบ้านเลขที่ 80/154 ถนนประชาอุทิศ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมด้วยของกลางส่ง พนง.สอบสวนสภ.เมืองพิษณุโลก
สืบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ น.ส. สตางค์ ทองรำพรรณ อายุ 46 ปี ผู้ต้องหารู้จักกับผู้เสียชีวิตมาก่อนและทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผู้เสียชีวิตระหว่างป่วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วย ต.พลายชุมพล อ.เมืองพิษณุโลก กระทั่งเสียชีวิต

โดยผู้ต้องหาใช้โทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต เข้ารหัสผ่านเข้าแอปพลิเคชั่นของธนาคารกรุงไทย โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทยของผู้เสียหาย เข้ามาบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาตของผู้ต้องหา ตั้งแต่วันที่ 9-16 สิงหาคม จำนวน 17 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,790,000 บาท

จากนั้นผู้ต้องหาได้นำสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าว มาถอนเงินที่ธนาคารทหารไทยธนชาต ในวันที่ 21 สิงหาคม จำนวน 3,000,000 บาท และวันที่ 24 สิงหาคม จำนวน 12,732,654 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 15,732,654 บาท จากนั้นได้นำเงินจำนวนหนึ่งซื้อทองคำแท่ง และเงินสดส่วนที่เหลือนำมาซุกซ่อนภายในบ้านและรถยนต์ดังกล่าวข้างต้น

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การภาคเสธ บอก กระทำไปตามคำสั่งของผู้เสียชีวิต แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อและมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีผู้ต้องหาในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะแถลงข่าว ญาติและครอบครัวของผู้เสียหายนำช่อดอกไม้มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแสดงความขอบคุณ ที่สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางมาคืนให้กับทายาทของผู้เสียชีวิตได้ และไม่เชื่อว่าผู้เสียชีวิตนั้นจะให้ทรัพย์สินกับผู้ต้องหาเพราะความเสน่หา เนื่องจากเพิ่งมาดูแลได้เพียงไม่นาน เหตุที่สงสัยสาวแสบนั้น เนื่องจากขอโทรศัทพ์ 6 เครื่องผู้ตาย แต่ผู้ต้องหาไม่ยอมให้คืน จากนั้นก็ทราบเงินในบัญชีถูกยักยอกไปหมด จึงขอให้ตำรวจคัดค้านการประกันตัวและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด