177

“เบบี้บังเกอร์”เด็ก นร.ชายแดนริมน้ำสาละวิน ซ้อมหลบลูกหลงการสู้รบพม่า-กระเหรี่ยง KNU

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพัน 2565 ที่โรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ครูและนักเรียนกว่า 100 คน ได้ร่วมกันซ้อมหนีภัย ซึ่งเป็นผลกระทบจากการสู้รบระหว่างทหารกองทัพสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า และกองกำลังทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ( KNU) ในบริเวณตรงข้ามแม่น้ำสาละวิน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า

นายสายัณ โพธิ์สุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง ให้สักล่าวรงเรียนบ้านท่าตาฝั่งมีเด็กนักเรียนอยู่ 132 คน ซึ่งครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุลูกกระสุนปืนใหญ่จากอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำสาละวินข้ามมาตกในบริเวณใกล้หมู่บ้าน โดยมีกิจกรรม 2 แบบคือการซ้อมหลบภัยและการเยียวยา ซึ่งก

นายสายัณ กล่าวอีกว่า สำหรับอมหลบภัยนั้นไ รานจากกรหน่วยเฉพาะกิจารพรานที่ 36 มาร่วมเป็นวิทยากรให้ โดยทำควาเข้าใมจกับเด็กๆว่า หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นควรปฎิบัติอย่างไร และให้ตระหนักถึงภัยรอบตัวอย่างไรบ้งไรนีเข้าหลุมหลบภัยซึ่งท างโรงเรียนจัดขึ้นควรเข้า-ออกอย่างไร ขณะทีิดเหตุในตอนกลางคืนก็ต้อข้าไปหลบที่บังเกอร์ใกล้บ้าน ในการฝึกซ้อมได้จัดเป็นโซนยึดตามสภาพพื้นที่ว่าห้องเรียนชั้นใดควรวิ่งไปก่อน และจะเคลื่อนไปจุดไหน เพื่อเวลาเกิดเหตุจะได้ไม่ฉุกละหุกโดยมีสัญญาณเสียงแจ้งให้ทราบ แต่การซ้อมในวันนี้ยังไม่ได้ซ้อมเคลื่อนไปจุดรวมพลของหมู่บ้าน

“วันนี้เด็กๆก็ดูสนุนานกันตามประสา แต่ของจริงคงไม่สนุกแบบนี้ เราพยายามทำให้พวกเขาเห็นการจำลองของจริง วันนี้สภาพจิตใจของพวกเขาดีกว่าเดิมเยอะ แตกต่างจากเมื่อตอนเกิดเหตุที่มีการสู้รบบริเวณฝั่งตรงข้ามครั้งก่อน ตอนนั้นเด็กๆบ้านท่าตาฝั่งต้องอพยพหนีตามพ่อแม่ไปอยู่ในลำห้วย มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งเป็นคนตกใจง่ายเพราะได้รับผลกระทบจากชีวิตในอดีต พอได้ยินเสียงระเบิดเธอตกใจมากถึงขนาดโยนลูกน้อยที่เธออุ้มไว้ โชคดีที่เด็กไม่เป็นอะไรมาก เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ควรมีการเยียวยา”นายสายัณ กล่าว

ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง กล่าวว่าการเยียวยาคือทำให้ทุกคนได้รู้สึกไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ครั้งก่อนที่เด็กๆต้องหนีไปหลบในลำห้วย ก็มีทีมตามเข้าไปโดยเอาข้าวของไปแจกและจัดหาห้องน้ำให้เพื่อให้เขาได้รู้ว่าไม่อยู่คนเดียว ขณะนี้ได้เตรียมข้าวของ เช่น มีตุ๊กตาเล็กๆข้างในมีเม็ดถั่วเขียวให้เด็กๆบีบเล่นเพื่อผ่อนคลาย เป็นกิจกรรมเพื่อให้ออกจากความเจ็บปวด หรือถ้ามีกรณีเจ็บป่วยเราได้หารือกันเรื่องการส่งต่อไปยังสถานพยาบาล ซึ่งสถานการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้จึงต้องเตรียมพร้อมเสมอ บางครั้งยิงต่อสู้กันก็ไม่ส่งผระทบฝั่งไทย แต่บางครั้งก็กระทบ แในพื้นที่บ้านท่าตาฝั่งการสื่อสา รค่อนข้างมีข้อจำกัดและติดต่อภายนอกยาก เพราะสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ดี หากเกิดเหตุจึงกลัวว่าการสื่อสารกับหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ยาก

ผู้สื่อข่ามีครูอาสาอยู่ 6 คน เงินเดือน 6 พันบาท แค่ค่าใช้จ่ายต่างๆรวมทั้งค่าอินเตอร์เน็ต พวกเขาก็แทบไม่มีเงินเดือนเหลือทุกวันนี้พวกเขาทำงานตามกำลังเท่าที่ทำได้ เราควรสนับสนุนเขา หรือกรณีงอินเตอร์เน็ต ทำอย่างไรที่จะได้สัญญาณที่แรงกว่านี้ ทุกวันนี้เราถ้าอยากได้สัญญาณที่แรงพอที่จะติดต่อกับโลกภายนอก ส่งภาพได้ เราต้องซื้อจากเอกชนวันละ 30 บาทจริงๆแล้วอยากได้เหมาจ่ายรายจ่ายเดือนๆละ 7 พันบาท แต่เราไม่มีงบประมาณ เราอยากทำสนามฟุตบอลและหญ้าเทียมให้เด็กๆชายแดนในชุมชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำสาละวินได้มาเล่นกีฬากัน ตอนนี้ได้เขียนโครงการขอไปยังเอกชนรายหนึ่ง แต่ไม่รู้จะได้หรือไม่ การเล่นกีฬาทำให้เยียวยาและลืมความเลวร้าย หากได้สนามมาตรฐาน อนาคตอาจมีช้างเผือกของที่นี่ไปแข่งในระดับชาติก็ได้”ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง กล่าว

ด้านนายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคลจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ชาวบ้านที่หนีภัยการสู้รบและเดินทางมาประชิดชายแดนไทยนั้น เกิน 50 % เป็นเด็กที่ต้องมากับครอบครัวและต้องเดินทางกลับเมื่อครอบครัวกลับ แต่ที่เป็นห่วงคือเด็กกลุ่มที่ต้องเดินทางมาด้วยตนเองโดยเฉพาะเข้ามาเรียนหนังสือในฝั่งไทย โดยเด็กเหล่านี้รู้ว่าพื้นที่ใดปลอดภัยจึงเข้ามาอาศัยอยู่ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่คือหลายโรงเรียนต้องกลายเป็นหอพักกินนอนเพื่อรองรับเด็กข้ามแดนกลุ่มนี้ ขณะที่อีกหลายโรงเรียนบริเวณชายแดนกลับไม่ยอมรับเด็กเข้าเรียน แม้จะมีกฎหมายด้