510

รพ.ม.นเรศวร คณะแพทยศาสตร์ สร้างหอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ หนึ่งเดียวภาคเหนือตอนล่าง

วันที่ 13 มกราคม 2565 เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานอธิการบดี  มหาวิทยาลัยนเรศวร ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า หอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ (Respiratory care unit : RCU)  หรือ หอผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจจากโรงพยาบาลแล้วต้องสงสัยการติดเชื้อ COVID-19 อยู่ระหว่างการรอผลการตรวจที่แน่นอน หรือ ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อแล้วรอการส่งต่อการรักษาไปยังหอผู้ป่วยอื่นๆ โดยความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ ได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยประมาณ 2 ปี ใน รพ.มน. เกิดเป็นองค์ความรู้ด้านวิชาการสำหรับใช้ใน รพ.มน. สามารถเป็นต้นแบบที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กับ รพ.อื่น หรือ บ้านเรือนประชาชนได้   ทาง รพ.มน.ต้องขอขอบพระคุณผู้บริจาคห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่ Negative Pressure Isolation Room จำนวน 6 หลัง

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มน.กล่าวอีกว่า ทำให้มีครุภัณฑ์ดูแลผู้ป่วย และได้ปรับปรุงสถานที่บริเวณ ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา 1 เป็นหอผู้ป่วย RCU แห่งแรกในเขตภาคเหนือตอนล่าง ที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางกายภาพ เทคโนโลยีระบบถ่ายเทอากาศที่ปลอดภัยต่อผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นินนาท ราชประดิษฐ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับหอผู้ป่วย RCU นี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้นำมาใช้ในการเรียนการสอนรวมถึงทำเป็นงานวิจัยขึ้นมาเป็นต้นแบบ โดยแบ่งเป็น 4 Zone เพื่อการรับและให้การดูแลผู้ป่วย ได้แก่

Zone A – Contaminate Zone (- -) เขตปนเปื้อนหรือพื้นที่ที่มีแรงดันอากาศเป็นลบ หรือ Negative Pressure เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อมาปะปนในอากาศและพื้นที่อื่นรอบด้าน

Zone B – Buffer Zone (-) เขตกั้นระหว่างพื้นที่ปนเปื้อนกับพื้นที่รอบด้าน

Zone C – Service Zone (+) เขตบริการ คือพื้นที่สำหรับเปลี่ยนชุดป้องกัน และทำความสะอาดร่างกายหลังการดูแลผู้ป่วย

Zone D – Clean Zone (++) เขตสะอาด คือพื้นที่ทำงานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

ผศ.ดร.นินนาท กล่าวด้วยว่า การปรับปรุงหอผู้ป่วยนี้จะช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาลระหว่างรอผลการตรวจยืนยัน รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือสามารถนำหลักการนี้ไปปรับใช้กับบ้านเรือนที่ต้องการแยกผู้ป่วยด้วยการดึงอากาศ และถ่ายเทอากาศ เช่น พัดลมดูดอากาศที่ขายตามท้องตลาด ขนาด 100-600 CFM ขึ้นอยู่กับขนาดห้องที่ใช้ด้วย

อ.ดร.ภก ประยุทธ ภูวรัตนาวิวิธ คณะเภสัชศาสตร์ ร่วมกับทีมพยาบาลทีมแพทย์ทำงานวิจัย กล่าวว่า ในห้องที่จัดทำระบบถ่ายเทอากาศ ตั้งแต่ใช้งานมาก็ไม่พบเชื้อจุลชีพ ที่สำคัญคือ ยังไม่พบรายงานแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อจากการทำงานในห้องที่มีระบบแบบนี้ ในอนาคตคาดว่าจะเขียนเป็นคู่มือให้กับโรงพยาบาล หรือ บ้านเรือนที่ต้องการใช้กับผู้ป่วยที่มีโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ