280

ตำรวจ รวบผู้ต้องหา “น่านยูสคาร์” ยักยอก 35 ล้านบาท หนีนาน 6 ปี

yoSugQiUo7

วันที่ 29 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการจับกุมผู้ต้องหาคดี “ยักยอกทรัพย์” เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บังคับการปฏิบัติการพิเศษ พล.ต.ต.มงคล สัมภวะผล ผบก.ภ.จว.น่าน  พ.ต.อ.ชาตรี หทยะวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองน่าน ,พ.ต.ท.จักรพงษ์ วงค์ไชย รอง ผกก.สส.สภ.เมืองน่าน

ได้จับกุมตัว นายสักรินทร์ ชำนาญราษฎร์ อายุ 53 ปี  ที่อยู่ 190 หมู่ที่ 8 ตำบลเหมืองหม้อ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ (ร้านน่านยูสคาร์) ตามหมายจับศาลจังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งว่าพบตัว นายสักรินทร์ ชำนาญราษฎร์ บริเวณถนนสาธารณะ ภายในซอยประสานใจ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ร่วมกันเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบบุคคลมีรูปร่างลักษณะ ตำหนิรูปพรรณคล้าย นายสักรินทร์ ชำนาญราษฎร์ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแสดงหมายจับให้ดู และอ่านข้อความที่ระบุในหมายจับให้เป็นที่เข้าใจดีแล้ว ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับบุคคลตามหมายจับนี้จริง
เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับกุมได้จัดทำบันทึกการจับกุมเพื่อเป็นหลักฐาน

จากนั้นจึงนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองน่าน จังหวัดน่าน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ในคดีเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัว นางดอกรัก สิทธิ  อายุ 46 ปี ที่อยู่ 1/1 ถนนเปรมประชาราษฎร์ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน  เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558 บุคคลทั้ง 2 มีพฤติกรรม  ในช่วงระหว่างวันที่ 5 มี.ค.2555 – 25 ก.ย.2558  ผู้เสียหายได้ทำสัญญาซื้อรถยนต์ จากร้านน่านยูสคาร์ โดยมีผู้ต้องหาที่ 1 นายสักรินทร์ ชำนาญราษฎร์ และผู้ต้องหาที่ 2 นางดอกรัก สิทธิ เป็นเจ้าของร้านฯ และได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับทางธนาคารเกียรตินาคิน โดยตกลงผ่อนเป็นรายเดือน แต่ผู้เสียหายไม่สะดวกที่จะจ่ายเป็นรายเดือน ทางร้านจึงเสนอข้อตกลงกับผู้เสียหายว่าให้จ่ายเงินเป็นรายปี โดยทางร้านจะรับเป็นผู้ชำระเงินค่างวดเป็นรายเดือนให้กับทางธนาคารเอง

ต่อมา ธนาคารฯมีหนังสือไปยังผู้เสียหายแจ้งว่าผู้เสียหายค้างชำระเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว ผู้เสียหายไปตรวจสอบที่ร้านน่านยูสคาร์ พบว่าร้านได้ปิดกิจการไปแล้วและเจ้าของร้านได้หลบหนีไป เมื่อตรวจสอบจึงทราบว่าทางร้านได้ขาดส่งเงินค่างวดที่ผู้กล่าวหาฝากไปชำระให้กับธนาคาร ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองได้ร่วมกันเบียดบังเอาเงินดังกล่าวของผู้เสียหายไป รวมจำนวนผู้เสียหาย 65 ราย มีผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์จำนวน 3 ราย เงินที่ผู้ต้องหาทั้งสองยักยอกไป จำนวน ประมาณ 30-35 ล้านบาท