สคร.2 พิษณุโลก  เชิญชวนประชาชนตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี

696

สคร.2 พิษณุโลก  เชิญชวนประชาชนตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี

Test to move forward: ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ”

yoSugQiUo7

นายแพทย์ศรายุธ  อุตตมางคพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันรณรงค์ตรวจเอชไอวี (VCT Day) โดยมุ่งเน้นให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีและประชาชนทั่วไปได้รับการตรวจหาเชื้อ และทราบผลโดยเร็ว เพื่อให้มีโอกาสในการป้องกันและเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง กรมควบคุมโรค มีเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ ภายในปี พ.ศ.2573 โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ 1) ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ไม่เกิน 1,000ราย/ปี    2) ลดการเสียชีวิตในผู้ป่วยเอดส์ไม่เกิน 4,000 ราย/ปี และ  3) ลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศสภาวะ ลงจากเดิมร้อยละ 90 ซึ่งประเด็นการสื่อสาร ปี 2564 คือ Test to move forward:ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ”

ตรวจเร็ว คือ การตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยเร็วหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง ประมาณ 1 เดือนเพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำ ซึ่งจะสามารถรู้ผลตรวจหาเชื้อได้ในวันเดียว ทำให้รู้สถานการณ์การติดเชื้อของตนเองได้เร็ว และรีบจัดการป้องกันเพื่อลดการถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่

ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ กรณีผลเลือดเป็นบวก หมายถึง ติดเชื้อเอชไอวี ควรเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็ว จะทำให้ไม่มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์ และมีสุขภาพที่ดี โดยผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จนสามารถกดเชื้อปริมาณไวรัสในกระแสเลือดได้ และจะไม่ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีผ่านทางเพศสัมพันธ์ ช่วยลดโอกาสถ่ายทอดเชื้อไปสู่คู่ และผู้อื่น รวมทั้งสามารถวางแผนการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติได้ ดังนั้น จึงต้องเร่งส่งเสริมให้ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเร็วขึ้น ในกรณีที่ผลตรวจเลือดเป็นลบ จะได้รับคำแนะนำในการป้องกันตนเองและคู่ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สิทธิการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี สำหรับคนไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักและครอบคลุมทุกกลุ่มวัยรวมไปถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถเข้ารับบริการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้โดยความสมัครใจ ตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งที่ให้บริการภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

การติดเชื้อเอชไอวีป้องกันได้ โดย 1) หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับบริการให้คำแนะนำ/ปรึกษาโดยความสมัครใจ และเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ ให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็ว รวมทั้งบริการดูแลสุขภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อแก่คู่ และการชวนคู่มาตรวจ เป็นต้น 2) หากพบว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับคำแนะนำ/ปรึกษาเพื่อป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และ ทางเลือกอื่น เช่น การใช้ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PrEP) การใช้ยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PEP) การใช้เข็มและอุปกรณ์การฉีดที่สะอาด เป็นต้น หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422