ม.นเรศวร ต่อยอดเครื่องตรวจการได้รับกลิ่น โควิด-19 NU Spiro Breathe และเครื่องช่วยบริหารยาหยอดตา

289

ม.นเรศวร ต่อยอดเครื่องตรวจการได้รับกลิ่น โควิด-19 NU Spiro Breathe และเครื่องช่วยบริหารยาหยอดตา

คิดค้นเครื่องตรวจการได้รับกลิ่นแยก โรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 NU Spiro Breathe  หนึ่งเดียวในประเทศ พร้อมพัฒนาเครื่องช่วยบริหารยาหยอดตา เพื่อลดความเสี่ยงในสถานการณ์การระบาดของโรค โควิด-19 วางจำหน่ายปลายเดือน กุมภาพันธ์นี้

วันที่ 12 ม.ค.64 ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ดร.ภก.ประยุทธ ภูวรัตนาวิวิธ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร  พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจนยุทธ ศรีหิรัญ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  ได้ร่วมกันแถลงข่าวคิดค้น เครื่องมือ NU Spiro Breathe ตรวจการได้รับกลิ่น แยกโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินการอุดตันของโพรงจมูก ช่วยในการฝึกสมรรถภาพการหายใจของผู้ป่วยให้กลับมาเป็นปกติได้ โดยมีการวิจัยทางคลินิกที่แสดงให้เห็นว่าไม่ก่อนให้เกิดอันตรายใดๆ และแม้แต่ผู้สูงอายุก็สามารถใช้งานได้ ประชาชนทั่วไปสามารถนำไปใช้งานด้วยตนเองที่บ้านได้

สำหรับเครื่องมือประเมินการอุดตันของโพรงจมูก มีลักษณะทรงกระบอกและท่อยางสำหรับหายใจเข้า-ออกจมูก ใช้วัดปริมาตรและวัดแรงดันจากการหายใจ ทำงานโดยอาศัยหลักการวัดค่าความดันแตกต่างกรณีที่ของเหลวในหลอดทั้งสองด้านอยู่ภายใต้สภาวะความดันเดียวกัน ระดับความสูงของ ของเหลวภายในหลอดั้งสองจะเท่ากัน เรียกว่า ระดับศูนย์ของสเกล และเมื่อมีความดันจากภายนอกมากระทำกับหลอดทางด้านซ้าย ระดับความสูง ของเหลวในหลอดด้านซ้ายจะลดลง ส่วนของเหลวด้านขวาจะมีความสูงเพิ่มขึ้น โดยค่าความดันแตกต่างที่กระทำกับของเหลวทั้งสองด้านมีค่าแปรผันตรงกับความแตกต่างของความสูงของเหลวที่บรรจุในหลอด ดังนั้น จึงคุณสมบัติเหมาสมในการนำมาประยุกต์ใช้ประเมินการอุดตันของโพรงจมูก เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะจมูกอุดตัน ในผู้ป่วยบางกลุ่ม

นอกจากนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการประเมินอาการของโรค โควิด-19 ได้อีกทางหนึ่ง และสามารถใช้เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะจมูกอุดตันได้ไปพร้อมๆกัน ความโดดเด่นของเครื่องมือนี้ คือ การใช้หลักการที่ง่ายแต่มีประโยชน์มาก และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติในการประดิษฐ์เครื่องมือต้นแบบ จนสามารถพัฒนาเครื่องช่วยบริหารยาหยอดตา EDANU ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการใช้ช่วยหยอดตาในประชาชนทั่วไป ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ได้ด้วย โดยไม่ต้องมีการสัมผัสของมือกับผิวหนังรอบดวงตา หรือดวงตา จึงลดโอกาสการติดเชื้อแทรกซ้อนจากมือของผู้ป่วยได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสามารถใช้เครื่องมือได้ ถึงแม้จะมีมือเพียงข้างเดียว

โดยนวัตกรรมทั้ง 2 ประเภทนี้ ขณะนี้ได้มีการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะมีวางจำหน่ายหน่ายในปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2564 นี้ ในราคาที่ประชาชนสามารถหาซื้อมาใช้ในครัวเรือนได้