ลำปาง จี้สอบอนุมัติป่าชุมชนทับซ้อน 6 แห่ง หวั่นฮุบงบอุดหนุน

143

ลำปาง จี้สอบอนุมัติป่าชุมชนทับซ้อน 6 แห่ง หวั่นฮุบงบอุดหนุน

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563
ผู้สื่อข่าวรายงานจากป่าชุมชนบ้านโป่งขาม หมู่ 4 ต.แม่ปุ อ.แม่พริก จ.ลำปาง ถึงความคืบหน้าการสอบหาข้อเท็จจริง การประกาศป่าชุมชนทับซ้อนกันถึง 6 หมู่บ้านในป่าเดียวกันเป็นประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2560 คือป่าชุมชนบ้านแม่ปุ หมู่ 2 ป่าชุมชนบ้านต้นธง หมู่ 3 บ้านโป่งขาม หมู่ 4 บ้านวังผู หมู่ 5 และบ้านแม่ปุแพะหมู่ 6 พื้นที่ป่าทั้งหมดถูกประกาศในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโป่งขาม ในพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่

รายงานข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา องค์การสืบสวนทุจริต (FIO) นำโดยนายกรพัชร์ สุนทรพิธ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารด้านเยาวชนต้านการทุจริต พร้อมด้วยพระประสิทธิ์ ใจใหญ่ วัดนาตุ้ม ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ที่ปรึกษาองค์การ FIO เข้าตรวจสอบพื้นที่จริงบริเวณที่มีการประกาศป่าชุมชนทับซ้อนพื้นที่เดียวกันถึง 6 ป่า

การสอบสวนหาข้อเท็จจริงจากชาวบ้านและกรรมการป่าชุมชนบ้านโป่งขามหมู่ 4 จำนวน 4 คน คือ นายมานัส ปาระปิน อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13/2 หมู่ 4 ต.แม่ปุ อ.แม่พริก จ.ลำปาง รองประธานป่าชุมชนบ้านโป่งขาม นายบาง แสนวงศ์เครือ อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/1 หมู่ 4 นายทองอินทร์ ชัยสมบัติ อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 4 ต.แม่ปุ อ.แม่พริก จ.ลำปางและนายอุดม สมหาญวงศ์ อายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ 4 ต.แม่ปุ อ.แม่พริก จ.ลำปาง เลขานุการกรรมการป่าชุมชนบ้านโป่งขาม โดยมีนายไกรรุจ กชสุรนามวงศ์ ที่ปรึกษาป่าชุมชน จ.ลำปาง จ.ตาก ร่วมให้ข้อมูล

ประเด็นที่ชาวบ้านข้องใจ เมื่อมีการปักป้ายป่าชุมชนในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโป่งขามหลายป้ายติดๆ กัน ซึ่งแต่ละป้ายเป็นป้ายของป่าชุมชนหลายแห่งมาปักอยู่ใกล้ๆ กัน ในเดือน กรกฎาคม 2563 ชาวบ้านนำเรื่องไปประท้วงขอข้อเท็จจริงจากนายอำเภอแม่พริก ซึ่งทางอำเภอเรียกตัวนายคมกฤษ แก้วเสน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.แม่ปุ ไปสอบสวนได้รับคำตอบว่าไม่ทราบสาเหตุ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 นายอำเภอแม่พริกและเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนจังหวัดลำปาง เข้ามาชี้แจงกับชาวบ้านในชุมชนโป่งขาม บอกให้ชาวบ้านยอมรับการประกาศป่าชุมชนเพราะดำเนินการไปแล้ว โดยประกาศขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้วในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ซึ่งถ้าไม่ทำป่าชุมชนอุทยานแห่งชาติอาจเข้ามาควบคุมทำให้ชาวบ้านใช้ป่าไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านที่เข้าฟังคำชี้แจงโห่ไล่เจ้าหน้าที่ ซึ่งสุดท้ายให้ชาวบ้านไปสรุปแล้วหาข้อยุติ แต่ไม่ให้มีการบันทึกการประชุมในครั้งนั้น

หลังจากนั้นนายคมกฤษ แก้วเสน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.แม่ปุ ไม่ยอมเรียกประชุมชาวบ้านรอไม่ไหวจึงไปปรึกษา นายอนุชา สถาปัตย์ พนักงานราชการกรมป่าไม้ส่วนป่าชุมชนที่จังหวัดลำปาง ได้คำตอบว่า กรรมการป่าชุมชนสามารถจัดประชุมได้
วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563 กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนโป่งขาม หมู่ 4 จึงทำการประชุมกันเองโดยมอบหมายให้ นายอุดม สมหาญวงศ์ ข้าราชการบำนาญ เป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้านเป็นประธานในที่ประชุม การประชุมได้มีการพูดคุยถกเถียง ถึงความเป็นมาการก่อตั้งป่าชุมชนหลายแห่งในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโป่งขาม ป่าที่ชาวบ้านอนุรักษ์ร่วมกันมีอยู่ประมาณ 3,000 ไร่

ประกาศป่าชุมชนบ้านโป่งขามหมู่ 4 จำนวน 900 ไร่ ป่าชุมชนบ้านอื่นๆ มีปริมาณพื้นที่แตกต่างกันไป มีคนตั้งข้อสงสัย พบว่า บ้านท่าไม้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม ไม่มีพื้นที่ป่า แต่มีชื่อประกาศป่าชุมชนจำนวน 1,500 ไร่ กินพื้นที่ในป่าสงวนแห่งชาติและป่าชุมชนโป่งขาม ยังมีพิกัดออกไปทับซ้อนป่าชุมชนในบ้านผาปลัง ต.ผาปลัง อ.แม่พริกอีกด้วย

ป่าชุมชนในบัญชีประกาศป่าชุมชนพบว่า มีบางป่าใช้พิกัดในแผนที่ เป็นตัวเลขเดียวกัน นอกจากนั้นยังพบว่าในรายงานการทำตามระเบียบป่าชุมชนทั้งหมดมีการทำประชาคมที่เป็นข้อสงสัย พบว่าในเอกสารขออนุญาตขึ้นทะเบียนมีการทำประชาคมมีภาพพร้อม แต่พบว่า มีการทำเอกสารลงชื่อที่ใช้ลายมือเดียวกันเป็นส่วนใหญ่หรือลายเซ็นปลอมนั่นเอง รวมทั้งภาพประกอบการยกมือของชาวบ้านในที่ประชุมประชาคม ผู้เข้าร่วมประชุมมีการสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันโรคโควิด ซึ่งผู้ร่วมประชุมครั้งนี้เชื่อว่าเป็นภาพที่ถ่ายหลังโรคโควิด 19 ระบาดมีการใส่หน้ากากอนามัยป้องกันโรค จึงไม่ใช้ภาพปี พ.ศ. 2560 อย่างแน่นอน เพราะป่าชุมชนทั้ง 6 ป่าประกาศอย่างเป็นทางการจากส่วนป่าชุมชน กรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560

นอกจากนั้นยังพบว่า การเกิดป่าชุมชนขึ้นมาอย่างรวดเร็วเนื่องจากมี งบประมาณอุดหนุนป่าชุมชนในจังหวัดลำปางจำนวน 68 ป่าชุมชน
เมื่อพบเบาะแสการประกาศป่าชุมชนทับซ้อนส่อว่าจะเป็นการทำข้อมูล หลักฐานของทางราชการเป็นเท็จทั้งหมด หลังการประชุมวันที่ 10 สิงหาคม 2563

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนบ้านโป่งขาม เคยทำหนังสือถึง ผู้อำนวยการส่วนจัดการป่าชุมชน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นข้อเสนอที่ชุมชนสามารถทำงานร่วมกับทางราชการได้ จำนวน 3 ข้อ คือ 1..ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับชุมชนเดินสำรวจแนวเขตป่าให้ชัดเจน ถูกต้องใหม่ทั้งหมด 2. มีการทำฟาร์มสุกรในพื้นที่ ชุมชนสงสัยว่าฟาร์มหมูอยู่ในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ป่าชุมชน พื้นที่ สปก.4-01 หรือพื้นที่เอกสารสิทธิ์ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำการสำรวจเพื่อหาข้อเท็จจริง 3.กรณีการจัดซื้อพันธุ์ไม้มาปลูกฟื้นฟูป่าตามงบประมาณอุดหนุนป่าชุมชนแปลงละ 70,000 บาท

ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าใช้งบประมาณจำนวน 10,000 บาท/ ป่า จัดซื้อพันธุ์ไม้มาปลูกขอให้เป็นพื้นท้องถิ่นที่ชุมชนสามารถจัดหาได้ และไม่ทำลายระบบนิเวศน์
หนังสือดังกล่าว ที่กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนส่งไปยังส่วนป่าชุมชน ถูกส่งมายังผู้นำหมู่บ้าน อาจมีเจตนาจะให้เกิดการแก้ไข แต่กลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างผู้นำหมู่บ้าน กับกรรมการป่าชุมชน กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน โดยเฉพาะฟาร์มสุกร เป็นของผู้นำหมู่บ้านกลายเป็นการสร้างปัญหาความขัดแย้งเพิ่มขึ้น

นายมานัส ปาระปิน รองประธานป่าชุมชนโป่งขาม กล่าวว่า เดิมป่าแห่งนี้มีพื้นที่ กว่า 4,000 ไร่ เนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้นทำให้มีการบุกรุก ซึ่งชาวบ้านที่หวงแหนตั้งกลุ่มอนุรักษ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2548 เริ่มตรวจสอบป่าและทำระบบชะลอน้ำให้ป่าชุ่มชื้น นายเจริญสุข ชุมศรี ตำแหน่งในขณะนั้นเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดโครงการฝายแม้ว มีการพัฒนาฝายแม้วในป่าจำนวนมาก ปี พ.ศ. 2549

นายสามารถ ลอยฟ้า ในขณะดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้เป็นประธานในกิจกรรมบวชป่าอนุรักษ์แย้ สัตว์ป่าที่เป็นอาหารของชุมชน ถือเป็นกิจกรรมอนุรักษ์ป่าช่วงต้นๆ และปฏิบัติสืบทอดกันมาต่อเนื่องจนปัจจุบัน ซึ่งผู้สำชุมชนจึงไม่เห็นด้วยที่จะประกาศเป็นป่าชุมชน ทำให้พื้นที่ป่าแห่งนี้มีการอนุรักษ์แต่ไม่สามารถเข้าถึงกฎหมายป่าชุมชนได้

นายอุดม สมหาญวงศ์ เลขานุการป่าชุมชนโป่งขาม กล่าวว่า เราไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้นำชุมชน เพื่อประกาศพื้นที่อนุรักษ์และใช้สอยเป็นป่าชุมชน แต่อยู่ๆ กลับมีประกาศป่าชุมชนขึ้นมาทุกหมู่บ้านแม้บางหมู่บ้านไม่ติดป่าก็ยังมีรายชื่อเจ้าของป่าชุมชน และพื้นที่ชุมชนกับป่าอยู่ห่างกันจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

การประกาศป่าชุมชนอย่างรวดเร็ว และย้อนหลังโดยทำเอกสารเท็จ ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตถึงการได้รับงบประมาณอุดหนุนป่าชุมชนละ 70,000 บาท ที่ทำเร่งเกิดป่าย้อนหลังและเกิดพร้อมๆ กันหลายป่าในพื้นที่เดียวกันพิกัดเดียวกันก็มีเป็นเพราะเร่งทำให้เงินลงมาหรือไม่มีการปักป้ายป่าอยู่ติดกัน ป้ายระเบียบกับป้ายชื่อป่าปักสลับตำบล มีการถอนป้ายออกหลังกลุ่มอนุรักษ์ป่าให้มีการตรวจสอบ

นายกรพัชร์ สุนทรพิธ องค์การสอบสวนทุจริตภาคเอกชน กล่าวว่า กรณีที่ชาวบ้านทำหนังสือร้องเรียนมายังหน่วยงาน ก็ได้เข้าไปติดตามตรวจสอบ ไปดูข้อมูลของทางราชการที่สำนักงานส่วนป่าชุมชน จ.ลำปาง ลงมาดูพื้นที่ ตรวจสอบเอกสารการขึ้นทะเบียน ดูพื้นที่จริงในพื้นที่ป่าที่ทับซ้อนกัน ดูบริเวณที่ตั้งฟาร์มหมู สิ่งเหล่านี้มีมูลของการปฏิบัติราชการโดยมิชอบ

โดยเฉพาะการร้องเรียนของชุมชนไปยังอำเภอและหน่วยป่าไม้ ไม่มีการปฏิบัติการตามกฎหมาย ซึ่งคงต้องสรุปสำนวนเพื่อส่งให้หน่วยงานป้องกันปราบปรามการทุจริตในวงราชการและอาจต้องดำเนินการกล่าวโทษในประเด็นที่มีความผิดชัดแจ้ง เช่น ผิด พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องรอสรุปสำนวนอีกระยะ และดูว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินการอย่างไรคงต้องให้เวลาซักระยะ

สมโรจน์  สำราญชลารัตน์ /รายงาน