“ขุนศึกสองแคว”รวมพลปกป้องสถาบันฯ รากเหง้า “ไพร่พล”เหล่านักรบของวีรกษัตริย์ชาติไทย กอบกู้เอกราช-รักษาอธิปไตย

505

“ขุนศึกสองแคว”รวมพลปกป้องสถาบัน รากเหง้า “ไพร่พล”เหล่านักรบของวีรกษัตริย์ชาติไทย กอบกู้เอกราช-รักษาอธิปไตย

การเคลื่อนไหวแบบทรงพลังของชาวจังหวัดพิษณุโลก ทุกระดับทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ในพื้นที่อำเภอเมือง บางกระทุ่ม บางระกำ เนินมะปราง นครไทย และพรหมพิราม ที่ออกมาแสดงพลังยืนเคียงข้างปกป้องสถาบัน”พระมหากษัตริย์” อย่างล้นหลามและคึกคักยิ่ง

อันอาจเนื่องด้วยพื้นฐานและเทือกเถาเหล่ากอของชาวจังหวัดพิษณุโลก สืบเชื้อสายมาจากปู่ ย่า ตา ทวด ที่กำศึกในสนามรบมาอย่างโชกโชน และหลั่งเลือดทาแผ่นดินมาแล้วทั้งกอบกู้เอกราชและปกป้องอธิปไตย กับวีรกษัตริย์นักรบ เมื่อครั้งในอดีต

เพราะด้วยสภาพภูมิศาสตร์ “เมืองพิศณุโลก”เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอินโดจีนและเป็นศูนย์กลางการคมนาคมจนถึงปัจจุบัน “เจ้านาย”จึงเลือกเป็นสถานที่ตั้งของพระราชฐาน “พระราชวังจันทน์“อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีร่องรอยอดีตทางโบราณคดี และด้านสถาปัตยกรรมที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขุดค้นพบในการบูรณะเขตพระราชฐาน พระราชวังจันทน์ มีมา 3 ยุค 3 สมัย นั่นหมายถึงตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา

จึงมีความเชื่อและสันนิษฐานกันตามที่ชนชาติฝรั่งเคยบันทึกไว้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทยว่า “เมืองพิษณุโลก”นั้นสำคัญและยิ่งใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ

จากหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์พระมหาษัตริย์หลายพระองค์แปรพระราชฐาน ณ พระราชวังจันทน์ มาแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา

สมัยอาณาจักรสุโขทัย
1.สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท รัชกาลที่ 5 ราชวงศ์พระร่วง ทรงหล่อพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา ในปี พ.ศ. 1900 ทรงเสด็จประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกในช่วงเวลาหนึ่ง
2.สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 2 ในปี พ.ศ. 1911-1942 ทรงสถาปนาเมืองพิษณุโลก เป็นราชธานีที่ 2 และเสด็จประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกนาน 7 ปี
3.สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 3 (โอรสของพญาไสยฤาไท)ครองราชย์สมบัติ ณ เมืองพิษณุโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1943-1962
4.สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 4 ครองราชย์สมบัติ ณ เมืองพิษณุโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1962-1981

สมัยกรุงศรียุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ แปรพระราชฐานนาน 25 ปี เสด็จสวรรคตเมืองพิษณุโลก และ บรรพชา ณ วัดจุฬามณี ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก นาน 8 เดือน และบูรณปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดใหญ่ อีกด้วย

อีกทั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตรีย์ “พระราชวังจันทน์” จึงกลายเป็นสถานที่พระราชสมภพ พระพี่นางสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช “พระองค์ดำ”สมเด็จพระเอกาทศรถ”พระองค์ขาว”สองกษัตริย์นักรบที่เกรียงไกรในปฐพี

นางสาวนาตยา ภูศรี ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 6 จังหวัดสุโขทัย กล่าวไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า

“จากการขุดค้นทางโบราณคดีเราพบว่าพระราชวังจันทน์ เป็นพระราชวังในสมัยอยุธยาจากการขุดค้นเราพบว่ามีการสร้างแล้วซ่อมแซมครั้งใหญ่ๆทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน

ซึ่งครั้งแรกจะต้องกลับมาในช่วงที่เจ้าสามพระยา ท่านเสด็จมาประทับที่เมืองพิษณุโลก ในสมัยนั้นที่เรียกว่า “ชัยนาท”ท่านมีการสร้างวังช่วงนี้ ทั้งในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ในขณะที่ท่านยังเป็น “พระราเมศวร” ท่านได้มาประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ซึ่งน่าจะเป็นที่พระราชวังจันทน์แห่งนี้ หลังจากนั้น กรมศิลปากรพบว่ามีการสร้างขยายวังให้กว้างใหญ่มากขึ้น

วังในสมัยที่ 2 น่าจะต้องกลับในช่วงที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มาประทับที่พิษณุโลก เป็นระยะเวลาถึง 25 ปี ในช่วงที่ท่านทำสงครามกับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา เชื่อว่าในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สร้างวังในสมัยที่ 2 และวังสมัยที่ 2 ยังพบว่ามีการใช้วังอย่างยาวนานยาวจนไปถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ท่านมาประทับที่เมืองพิษณุโลก แต่ทว่าหลังจากนั้นจะไม่มีการส่งเจ้านายหรือว่าอุปราช มาครองเมืองพิษณุโลก

กล่าวคือในช่วงต้นอยุธยา จะมีการส่งพระโอรสที่เป็นเจ้านายที่จะขึ้นครองราช ย์มาประทับที่เมืองพิษณุโลก จนกระทั่งในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ท่านเป็นพระองค์สุดท้ายเป็นพระมหาอุปราช ที่ได้พำนักที่พระราชวังจันทน์ เพราะหลังจากนั้น ท่านไปประทับที่อยุธยา ต่อมาไม่มีเจ้านายชั้นสูงมาประทับที่พระราชวังจันทน์

วังในสมัยที่ 3 น่าจะมีการมาสร้างในช่วงอยุธยาตอนปลายน่าจะตรงกับในช่วงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการบูรณะสร้างวังอีกครั้งในสมัยที่ 3 คือ สมเด็จพระนครินทราธิราช ท่านไม่ได้มาประทับอยู่ที่พระราชวังจันทน์ ท่านครองราชย์อยู่ที่อยุธยา ท่านส่งพระโอรสพระองค์ที่ 3 มาครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งในขณะนั้นเรียกว่า เมืองชัยนาท แต่ทว่าเจ้าสามพระยา ท่านประทับอยู่ที่พระราชวังจันทน์ ในสมัยสมเด็จสมเด็จพระนครินทราธิราช

ความสำคัญของพระราชวังจันทน์ คือเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และอุปราชในสมัยอยุธยาหลายพระองค์ เริ่มตั้งแต่เจ้าสามพระยา แล้วหลังจากนั้นยังมีอีกหลายพระองค์ถัดจากเจ้าสามพระยา เป็นพระราเมศวร และต่อมาจะเป็นสมเด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และยังมีพระเชษฐาธิราช ต่อมาเมื่อท่านขึ้นครองราชย์ท่านเป็นพระรามาธิบดีที่ 2 มีสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ ซึ่งเมื่อท่านขึ้นครองราชย์ ท่านทรงพระนามว่า“สมเด็จพระบรมราชา” หน่อพุทธางกูร แล้วยังเป็นที่ประทับของพระไชยราชา พระมหาธรรมราชา ก่อนที่ท่านจะไปครองราชย์ที่อยุธยา”

อาจกล่าวได้ว่า หากมองย้อนในอดีตแต่กาลก่อน “เมืองพิษณุโลก” เป็นเมืองหน้าด่าน เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ การคมนาคม ทางน้ำ แลดูอบอุ่นมั่งคั่ง และมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหาร เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน จึงเลือกที่จะสร้างพระราชวังและแปรพระราชฐานมาตามลำดับ

ณ ผืนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อพระพุทธชินราช” ที่มีความงดงามทางด้านพุทธศิลป์ยิ่งนัก ทำให้ผู้คนทุกมุมโลกให้การยอมรับ และยังมีเขตพระราชฐาน“พระราชวังจันทน์” สถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พิษณุโลกมีสายน้ำน่าน-น้ำยม แม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คนไหลผ่านตัวเมืองพิษณุโลกทั้งด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำสายรองลงมา คือ “แม่น้ำแควน้อย”
ที่ไหลผ่านอำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ และ “แม่น้ำเข็ก” ที่ไหลผ่านอำเภอวังทอง

“ผืนแผ่นดินไทย” ที่วีรกษัตริย์และบรรพชน เสียสละกอบกู้ต่อสู้มาด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณจนสงบสุขร่มเย็นมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งเป็นสถานที่พึ่งพิงของผู้หลบร้อนสู่ภายใต้“ร่มโพธิสมภาร”ของชนชาติพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งชาวโพ้นทะเลอย่างอบอุ่นและมีความสุข ยากยิ่งที่จะแสวงหาประเทศใดมาเทียบเคียง จนสร้างฐานะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ครอบครัวและสังคม

วันหนึ่งจึงส่งลูกหลานให้มีโอกาสทางการศึกษาระดับสูง บางครอบครัวส่งไปร่ำเรียนวิชาความรู้ในระดับสากล ไม่ให้น้อยหน้าฝรั่งมังค่า เพราะอากง อาม่า คงไม่มีความคิดที่ให้ไปเป็น “ขี้ข้า”แต่มีความหวังว่าจะกลับมาต่อยอดธุรกิจในอันที่จะฬฒนาประเทศและตอบแทนคุณแผ่นดิน

มังกร จีนด้วง /รายงาน