d5b7d5cb8976588e9c25d6577b0f6a4f.jpg e78104119c584157f2b37c10945a79d5.jpg

รัฐบาล ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแล้ว มีผล 26 มี.ค.-30 เม.ย. 63 ‘บิ๊กตู่’ นั่งหัวโต๊ะ ศอฉ.โควิด-19

317

รัฐบาล ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแล้ว มีผล 26 มี.ค.-30 เม.ย. 63 ‘บิ๊กตู่’ นั่งหัวโต๊ะ ศอฉ.โควิด-19

ปลัด สธ.ดูด้านสาธารณสุข ปลัดพาณิชย์คุมราคสินค้า ปลัด มท.คุมผู้ว่าฯ ปลัดต่างประเทศประสาน ตปท. ผบ.สส.คุมทหาร-ตร.ดูแลความสงบเรียบร้อย ให้มีการแถลง 1 ครั้งต่อวันป้องประชาชนสับสน ขอสื่อใช้ข้อมูลทางการ อย่าสัมภาษณ์แหล่งข่าว ใช้ยาแรงพวกฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ เอาผิด ขรก.จนท. ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่

a2f08fba7b612786bb2130a960693c2b.jpg

วันที่ 25 มีนาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ว่า ในช่วงต่อจากนี้ไปอีกหลายสัปดาห์ หลายเดือน เป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเลวร้าย และยากลำบากของไทย ช่วงเวลานี้เป็นบททดสอบที่เราทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน ต้องยอมรับความจริงว่า ไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อภาวะวิกฤติโควิด-19 สถานการณ์อาจยิ่งทวีความรุนแรง เลวร้ายยิ่งขึ้นกว่านี้หลายเท่า ส่งผลกระทบสุขภาพกาย สุขภาพใจ รายได้ของคนไทยทุกคน ด้วยเหตุนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เข้มข้นยิ่งขึ้น หยุดแพร่ระบาด ผลกระทบเศรษฐกิจ เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนจะเข้ามาบัญชาการจัดการไวรัสโควิด-19 ทุกมิติ อย่างเต็มตัว ทั้งป้องกันการระบาด การรักษาพยาบาล ไปจนถึงการเยียวยา และฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบโควิด-19 ตนจะเป็นผู้นำในภารกิจนี้ และรายงานตรงต่อประชาชนชาวไทยทุกคน โดยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงตั้งแต่ 26 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแล้ว และยกระดับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศอฉ.โควิด-19) ที่ตั้งไว้แล้วเป็นหน่วยงานพิเศษ ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ บูรณาการ และสั่งการทุกส่วนราชการได้อย่างมีเอกภาพ รวดเร็ว

@นายกฯเป็น ปธ.ศอฉ.โควิด-19 ปลัดพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า-ปลัด มท.คุมผู้ว่าฯ-ผบ.สส.ดูความมั่นคง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ ต้องรวมศูนย์ไว้ที่เดียว กำหนดแนวทางชัดเจน ขจัดการทำงานของหน่วยงานที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ มีตนเป็นประธาน กำหนดให้ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้ารับผิดชอบแก้ไข ด้านสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบในการแก้ไขด้านควบคุมสินค้า และเวชภัณฑ์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบแก้ไขด้านการต่างประเทศ และการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้ารับผิดชอบแก้ไขด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การปฏิบัติงานของทหาร และตำรวจ นอกจากนี้จะรวมทั้งทีมงานจากทุกภาคส่วนเป็นคณะที่ปรึกษา ประชุมทุกวัน ให้ทุกฝ่ายได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์เป็นภาพเดียวกัน เมื่อแจกจ่ายงานไปแล้ว ทุกฝ่ายรับทราบแผนงานพร้อมกัน ทำงานสอดประสานทิศทางเดียวกันได้ รายงานต่อประชาชนต้องตน หรือคนที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น

“ส่วนข้อกำหนดการห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง ปิดสถานที่เสี่ยง ปิดช่องทางเข้าประเทศ การเสนอข้อพึงปฏิบัติผู้สูงวัย คนป่วย ละเด็ก ห้ามกักตุนสินค้า การขึ้นราคาสินค้าไม่มีเหตุผล ห้ามเสนอข่าวบิดเบือน จะมีการประกาศตามมาหลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

@ลั่นไม่มีปิดร้านค้าขายของจำเป็น-แถลงข่าววันละครั้งป้องประชาชนสับสน-ขอสื่ออย่าสัมภาษณ์แหล่งข่าวให้ใช้ข้อมูลทางการ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับนี้ จะไม่มีการปิดร้านค้าจำหน่ายสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาจสร้างความไม่สะดวกอยู่บ้าง แต่ขอให้ทุกท่านร่วมมือ เสียสละเพื่อส่วนรวม งานหลัก ๆ ที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ดำเนินการควบคู่ไปคือ การป้องกันระบาด ควบคุมทุกพื้นที่ ใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น แอปพลิเคชั่น กำหนดโลเคชั่น เฝ้าสังเกตอาการ การรักษาพยาบาล เยียวยาฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบไวรัสโควิด-19 จะปรับปรุงการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 กับประชาชน ให้ถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วน โดยสั่งการให้มีการแถลงข่าวสถานการณ์ และมาตรการต่าง ๆ รวมถึงคำแนะนำต่อประชาชน เพียงวันละ 1 ครั้ง เพื่อลดความซ้ำซ้อน บิดเบือนข้อมูล ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

“ยืนยันว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลทางการ ตรงไปตรงมา โปร่งใส ชัดเจน แหล่งเดียวประจำทุกวัน นอกจากนี้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนเพิ่ม เพื่อรับผิดชอบรายงานข่าว ขอให้ใช้ข้อมูลแถลงประจำวันของทีมสื่อสารเฉพาะกิจ ทีมแพทย์เป็นหลัก แทนการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ หรือบุคลาการทางการแพทย์ เพื่อให้ท่านเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ หากทำได้เช่นนี้ สื่อมวลชนจะเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับภัยโควิด-19 ครั้งนี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

@ใช้ยาแรงพวกฉวยโอกาสบนความทุกข์ ปชช.-เอาผิด ขรก.-จนท.ละเลยการปฏิบัติหน้าที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย เราคือทีมเดียวกัน ร่วมแชร์ข้อมูลถูกต้องจากการแถลงประจำวัน ต่อต้านการแชร์ข่าวปลอม ใช้ความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้ประชาชน ได้รับรู้ และเข้าใจข้อมูลได้ง่าย และกว้างขวางยิ่งขึ้น ขอเตือนกลุ่มคนฉวยโอกาสหาประโยชน์บนความทุกข์ร้อน ความเป็นตายของประชาชน อย่าคิดว่าจะหลุดพ้นได้ ตนจะทำทุกอย่างใช้กฎหมายจัดการคนเหล่านี้รวดเร็ว เด็ดขาด ไม่ปราณี การบังคับใช้กฎหมาย ที่เกี่ยวกับการควบคุมโรคเข้มข้นทั่วประเทศ เอาผิดผู้ละเมิดกฎหมาย และเอาผิดข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลยปฏิบัติหน้าที่

“รัฐอย่างเดียวไม่สามารถฝ่าได้ลำพัง ถ้าไม่จับมือ และถึงภาคส่วนอื่นมาเป็นทีมกับภาครัฐ ไทย โชคดีมีคนเก่งมากในเอกชน ประชาสังคม พร้อมช่วยรัฐบาลแก้ไขปัญหา ภายใน 1 สัปดาห์จะกระจายทีมงานเข้าใจปัญหา และความเข้าใจของทุกกลุ่ม รับทราบศักยภาพแต่ละกลุ่ม ในการร่วมมือแก้ปัญหา ดึงคนเก่งเหล่านี้มาร่วมการทำงานต่อจากนี้ มาตรการต่าง ๆ รัฐออกมา ป้องกันแพร่ระบาดเชื้อร้าย มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบประจำวันทุกคน ขอความร่วมมือให้มีความรับผิดชอบตัวเอง สังคม ปฏิบัติตามนโยบายป้องกันโรคระบาดอย่างเคร่งครัด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บางคนอาจรู้สึกว่าเสียสิทธิเสรีภาพ แต่ทำเพื่อปกป้องชีวิตท่าน ครอบครัวท่าน ของคนไทยทุกคน หากพวกเราเข้าใจ เข้มงวด จริงจัง ในเวลาไม่นาน พวกเราก้าวพ้นสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้ ช่วงเวลานี้อาจสร้างความเจ็บปวด ท้าทายความรัก ความสามัคคีของเราทุกคน แต่ช่วงเวลานี้ดึงช่วงดีที่สุดของคนไทยออกมา คือความกล้าหาญ รัก ต่อพี่น้องร่วมชาติ เสียสละช่วยเหลือผู้อื่น เอื้ออาทรต่อกันและกัน นำพาให้เราก้าวผ่านเวลาท้าทายนี้ไปได้

“ไวรัสโควิด-19 น่ากลัว อันตราย สร้างความเสียหายทั่วโลก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำร้ายได้ ความดีงามในใจ สามัคคีของไทย จะกลับมาเปล่งประกายทั่วแผ่นดินไทยอีกครั้ง ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอให้สัญญา เดินหน้าสุดความสามารถ ไทยผ่านพ้นวิกฤติให้ได้อย่างปลอดภัย และมีสวัสดิภาพ ฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน ไทยต้องกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และเราจะชนะไปด้วยกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

@ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผล 26 มี.ค.30 เม.ย. 63

หลังจากนั้นโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เผยแพร่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยที่มีการระบาดติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่อได้ง่ายเเละเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตของผู้ได้รับเชื้อ ประกอบกับในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ทั้งยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง จึงมีผู้ติดเชื้อเเละเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วโลกจนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศให้การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 เป็นการระบาดใหญ่เเละขอให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนบังคับใช้มาตรการเข้มงวดเด็ดขาดยิ่งขึ้น

การระบาดของโรคดังกล่าวจึงเป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยเเละความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งต้องใช้มาตรการเข้มงวดเเละเร่งด่วนเพื่อควบคุมไม่ให้โรคเเพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง ประกอบกับมีการกักตุนสินค้าจำเป็นต่อการเฝ้าระวังเเละควบคุมติดตามการระบาด การป้องกันเเละการรักษาโรค ตลอดจนการกักตุนเครื่องอุปโภค บริโภคเเละสิ่งจำเป็นต้องการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งต้องป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดเเคลน อันจะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน กรณีนี้จึงต้องใช้มาตรการเร่งด่วน เพื่อรักษาไว้ ซึ่งความปลอดภัยของประชาชนเเละการดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 เเห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรสำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายเเรงในเขตท้องที่จังหวัดชายเเดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปควบคู่กัน

ทั้งนี้ ตั้งเเต่วันที่ 26 มี.ค. พุทธศักราช 2563 จนถึง 30 เม.ย. 2563

ประกาศ ณ วันที่ 25 มี.ค. พุทธศักราช 2563

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี