d5b7d5cb8976588e9c25d6577b0f6a4f.jpg e78104119c584157f2b37c10945a79d5.jpg

วิกฤตหมอกควัน ชายแดนไทย-เมียนมา บนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 3 ล้านไร่ ควรเร่งมาตรการแก้ไขก่อนตายผ่อนส่ง

285

วิกฤตหมอกควัน ชายแดนไทย-เมียนมา บนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 3 ล้านไร่ ควรเร่งมาตรการแก้ไขก่อนตายผ่อนส่ง

a2f08fba7b612786bb2130a960693c2b.jpg

นับว่าเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วย อำเภอเมือง อำเภอแม่สาย และอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยิ่งเพิ่มทวีความรุนแรงหนักขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะมีการประชุมหารือแนวทางแก้ไข ร่วมกันทั้งสองประเทศ ไทย-เมียนมา ในวาระการประชุมประสานงานระหว่างประเทศ (TBC ) แต่ยังไม่เข้าถึงปัญหาที่จะสามารถแก้ไขให้หมอกควันลดน้อยลงไป กลับทวีเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักขึ้นเรื่อยๆ ปี ในช่วงตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม จนถึงปลายเดือนเมษายน ซึ่งปัญหาหลักที่เกิดหมอกควันขึ้นหนักทวีความรุนแรงในแต่ละปี คือ การเผาเศษวัชพืชของไร่ข้าวโพดของพี่น้องกลุ่มชนชาติพันธุ์ ( ลาหู่ ว้า ไตย ) ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนในพื้นที่ปกครองของเขตรัฐฉาน ของประเทศเพื่อนบ้าน

โดยอยู่ห่างจากชายแดนด้าน อำเภอแม่สาย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตะเข็บชายแดนทางทิศตะวันตก ความยาวประมาณ 15-35 กิโลเมตร การเผาของเศษวัชพืชไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นี้เอง ทำให้เกิดฝุ่นละอองหมอกควันพิษลอยข้ามมาปกคลุมบนท้องฟ้าล่องลอยเข้ามายังประเทศไทย

ซึ่งในแต่ละปีจะมีการปลูกพืชไร่ข้าวโพดการเกษตรเพิ่มมากของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีอยู่ประมาณ 3,312, 500 ไร่ มีรายได้เฉลี่ยคิดเป็นมูลค่ากว่า 350 – 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพี่น้องชนชาติพันธุ์จะมีผู้ส่งเสริมการปลูกข้าวโพด และผู้รับชื้อรายใหญ่จาก CP Myanmar

พอถึงเวลาฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ จะทำการเผาเศษวัชพืช จึงทำให้เกิดหมอกควันขึ้นปกคลุมความกดอากาศต่ำสร้างมลพิษทางอากาศแล้ว และทำการปลูกขึ้นมาใหม่ทดแทนตามฤดูกาล จนสร้างผลกระทบทำให้เกิดหมอกควัน และเกิดโรคทางเดินระบบหายใจ หู ตา จมูก โรคผิวหนังผื่นคันตามร่างกาย ไม่สามารถทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง ได้รับผลกระทบหนักทำให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้น ท่าขี้เหล็ก –อ.แม่สาย – อ.แม่ฟ้าหลวง รวมถึงอำเภอเมืองเชียงราย ได้รับผลกระทบฝุ่นละอองและหมอกควัน เป็นระยะเวลามานานกว่า 10 ปี

ทว่าปีนี้กลับยิ่งทวีความรุนแรงของจำนวนการเผาเศษวัชพืชข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามจำนวนพื้นที่ปลูกดังกล่าว

สำหรับแนวทางวิธีแก้ไขปัญหาหมอกควันให้ลดน้อยหมดลงจากพื้นที่ได้รับผลกระทบ

1.ภาครัฐไทย-เมียนมา ต้องวางแผนนโยบายประชุมหารือ แก้ไขปัญหาหมอกควัน ให้จริงจังเด็ดขาด และให้บรรลุผลในระยะยาว ที่ผ่านมายังไม่เข้าถึงปัญหาและต้นต้อที่แท้จริง ของปัญหาฝุ่นละอองหมอกควันที่เกิดขึ้น

2.เชิญผู้นำของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีประชากรทำการเกษตรปลูกไร่ข้าวโพด มาหารือวางแนวทางแก้ไข ของปัญหาที่ได้รับผลกระทบหมอกควันที่เกิดขึ้น ยาวนานมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา

3.วางแผนงานให้นักวิชาการ มาให้ความรู้ เรื่องเกษตรให้กับชนชาติพันธุ์ที่ปลูกพืชไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามแนวตะเข็บชายแดน ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มปลูก จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ และแนะนำในการไม่ให้เผาเศษวัชพืชที่สร้างผลกระทบ โดยใช้วิธีไถ่กลบ หรือใช้วิธีต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงในการเผาเศษวัชพืชของข้าวโพด หรือบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขาชันไม่สามารถไถ่กลบได้ ให้ปลูกพืชการเกษตรตัวอื่นทดแทนที่ทำรายได้ไม่แตกต่างจากข้าวโพด โดยทางไทยมีตลาดรับชื้อรองรับ ให้กับกลุ่มผู้ปลูกของพีน้องชนชาติพันธุ์

4.เจ้าหน้าที่เพื่อนบ้านต้องขึ้นบัญชีกลุ่มเป้าหมายที่ปลูกไร่ขาวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามแนวชายแดนไทย-เมียมา ด้าน จ.เชียงราย และเชียงใหม่ เพื่อเสนอในการจัดชื้อเครื่องมือจักรกลในการทำการเกษตร โดยภาครัฐทางการไทยจะลดภาษีในการนำเข้าของเครื่องมือจักรกลการเกษตร ที่อยู่ตามแนวชายแดนของไทย ที่ได้ขึ้นบัญชีเอาไว้แล้ว

5.เข้าถึงและจริงใจ ถึงกลุ่มผู้นำ – และเกษตร ของชนชาติพันธุ์ในเขตรัฐฉาน ให้ความรู้ความเข้าใจ ในด้านการเกษตร และหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ให้ลดน้อยหมดลงไป ในการช่วยกันแก้ปัญหา และวางแนวทางร่วมกันของ ของภาครัฐไทย – เมียนมา – กลุ่มผู้นำชนชาติพันธุ์ และผู้ปลูกไร่ข้าวโพดตามตะเข็บชายแดนในเขตรัฐฉาน – และกลุ่มประชาชนผู้ได้รับผลกระทบหมอกควัน ของไทย – เมียนมา ถ้าไม่วางแนวทางแก้ไขร่วมกันทุกฝ่ายอย่างเอาจริงจัง อีก 5 ปี 10 ปี ปัญหาหมอกควันจะไม่มีทางลดลงไป เพื่ออากาศที่บริสุทธิ์สดใส โลกใบนี้

จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ฝ่ายที่หาแนวทางแก้ไขปัญหาหมอกควันตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ให้บรรลุเป้าหมายสำเร็จลุล่วง

เจี๊ยบ แม่สายนิวส์ออนไลน์ /รายงาน