ซุ้มเรือนแก้ว “พระพุทธชินราช”

8550

ซุ้มเรือนแก้ว “พระพุทธชินราช”

มณีวิสุทธิ์ “พระพุทธชินราช” ตอน 2

“ซุ้มเรือนแก้ว”ที่ปรากฏแผ่ล้อมพระวรกายของ “พระพุทธชินราช” ทำให้องค์พระดูโดดเด่นขึ้นบังเกิดความงามอันจับตาและประทับใจ สำหรับผู้ที่เข้าไปนมัสการ แม้ชาวต่างชาติที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ต่างชื่นชมยินดีในความงดงาม ทางด้านศิลปกรรมของการมาเที่ยวชม พระโฉมพระพุทธชินราช

สำหรับชาวพุทธเอง การได้เห็นพระพุทธปฏิมาที่งดงาม ต้องตาม “มหาปุริสลักษณะ” และ “อนุพยัญชนะ” ท่านเรียกการเห็นนี้ว่าเป็นการเห็นอันยอดเยี่ยม หมายถึงการเห็นพระพุทธเจ้า มาถึงยุคนี้ย่อมได้แก่ พระพุทธรูป อันเป็นสิ่งที่จะบำรุงจิตใจให้เจริญก้าวหน้าเกิดเป็นปัญญาเห็นแจ้งในธรรม ตลอดจนถึงฝั่งพระนิพพานเป็นที่สุด

ซุ้มเรือนแก้วที่องค์พระพุทธชินราช บางแห่งเรียก “พระรัศมี” บางอาจารย์เรียกว่า “ประภามณฑล” โดยความหมายนั้นคืออย่างเดียวกันต่างกันโดยรูปศัพท์ อันเป็นสิ่งพิเศษที่เกิดคู่พุทธบารมี ของพระพุทธเจ้าเท่านัน

“ซุ้มเรือนแก้ว”หรือ เรือนแก้ว มาจากศัพท์บาลีว่า “รตนฆร” รตน-แก้ว ฆร-เรือน จึงแปลว่าเรือนแก้ว บางมติอาจารย์ กล่าวว่า เป็นเรือนของเทพเนรมิต ถวายพระพุทธเจ้าเมื่อเสวย“วิมุตติสุข” หลังตรัสรู้ในสัปดาห์ที่ 4

บางมติอาจารย์ว่า เรือนแก้ว คือ พระรัศมีอันเป็นฉัพพรรณรังสี ปรากฏขึ้นเองหลังจากพระพุทธองค์ทรงพิจารณา ถึงพระอภิธรรมปิฎก อันสุขุมลุ่มลึก ทั้ง 7 คัมภีร์ ได้แก่ ธัมมสังคณี ธาตุกถา วิภังค์ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก และปัฏฐาน

หลังจากพิจารณาจบในคัมภีร์ที่ 7 ชื่อว่าคัมภีร์ปัฏฐานนั้น “พระฉัพพรรณรังสี” ปรากฏในสัปดาห์ที่ 4 วิมุตติสุขนั้นกล่าวไว้ว่าพระฉัพพรรณรังสีที่แผ่ซ่านออกจากพระวรกายไปไม่มีขอบเขต

แม้จะเป็นมติที่แตกต่างแต่ กดตรงกันในเรื่องราววันพิเศษของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพระพุทธเจ้าศิลปิน หรือนายช่างครั้งโบราณ จึงจินตนาการเป็นเรือนแก้ว หรือพระรัศมีที่แผ่ออกมาจากพระวรกายของพระพุทธชินราช งดงามอย่างวิเศษนี้ ถึงแม้บัดนี้พระรัศมีเรือนแก้วโดยนามธรรมแห่งพระกิตติคุณ แผ่ซ่านออกไปอย่างไม่มีขอบเขตเช่นกัน

ซุ้มเรือนแก้วที่องค์พระพุทธชินราชนั้นตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นในแผ่นดิน “สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ รัชกาลที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยา” ในคราวที่พระองค์แปรพระราชฐานมาประทับเป็นการถาวรเมืองพิษณุโลกนั้น ซึ่งปรากฏความว่า

” จุลศักราช 825 (พ. ศ. 2006) มะแมศก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสด็จมาประทับที่พิษณุโลก ศักราช 844 ( พ. ศ. 2025 ) ขาลศก ท่านให้เล่นมหรสพ 15 วัน ฉลองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุแล้ว จึงพระราชนิพนธ์ “มหาชาติคําหลวง”จบบริบูรณ์ ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดขึ้นใหม่พร้อมทั้งซ่อมแซมดัดแปลงพระมหาธาตุ ให้เป็นปรางค์แบบอยุธยาและทรงสร้างเรือนแก้ว ถวายพระพุทธชินราช เป็นเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบัน”

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสวรรคต ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ 2031 รวมเสด็จประทับเสวยราชที่เมืองพิษณุโลก นาน 25 ปี นับว่าเป็นเกียรติภูมิของชาวเมืองพิษณุโลกที่ปรากฏแล้วในประวัติศาสตร์บนผืนแผ่นดินเมืองพิษณุโลกแห่งนี้

ปัญหาที่ควรพิจารณาต่อไปคือซุ้มเรือนแก้วที่แกะสลักด้วยไม้สักลงรักปิดทอง ซึ่งล้อมรอบไปตามช่วงจังหวะ แห่งพระวรกาย พระพุทธชินราช คืออะไร ที่ปรากฏเป็นรูปประธรรมในเชิงพุทธศิลป์ ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนกันต่อไป

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า คงจะมิได้สร้างขึ้นเพียงเป็นของประดับที่สวยงามเพียงอย่างเดียว ด้วยพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถรอบรู้พระไตรปิฎก เจริญพระราชบัญญัติทางธรรมตามเสด็จ สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท แห่งราชอาณาจักรสุโขทัย ที่ทรงสถาปนาพระพุทธชินราช ก่อนหน้าพระองค์กว่าศตวรรษ (ประมาณ 125 ปี)

เรื่องเรือนแก้วนี้ เจ้าพระคุณ“สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช”ทรงอธิบายไว้โดยย่อว่า

“เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วได้ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข (ความสุขอันเกิดจากวิมุตติความหลุดพ้น) สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งขัดบัลลังก์ในทิศประจิม หรือ ทิศพายัพ แห่งมหาโพธิ์ ทรงพิจารณาอภิธรรม จึงเรียกว่า รัตนฆรเจดีย์ แปลว่า เรือนแก้ว คำว่าเรือนแก้วนี้อาจารย์หนึ่งก็ว่าเป็นเรือนแก้วที่เป็นเทพนิรมิต อีกอาจารย์หนึ่งก็ว่า มิใช่เป็นเรือนแก้วเช่นนั้น แต่หมายถึงที่เป็นที่ทรงพิจารณาอภิธรรม รัตนฆร คือ เรือนแก้วนี้ ก็เป็นมูลให้สร้างพระพุทธรูปมีเรือนแก้วเหมือนอย่างพระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลกมีเรือนแก้ว”

” เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์นี้ที่รัตนราษฎร์เจดีย์เจดีย์เรือนแก้วที่แสดงแล้วนั้น เมื่อพิจารณา อุปกรณ์เล็กๆ สะพานรังสีก็ยังไม่ปรากฏ ต่อเมื่อมาพิจารณาอุปกรณ์ที่ 7 นี้จึงปรากฏฉัพพรรณรังสีขึ้น”

จากธรรมาอธิบาย ที่เจ้าประคุณ “สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช”ได้ทรงแสดงแล้วนี้ “ซุ้มเรือนแก้วจึงได้แก่ ฉัพพรรณรังสี คือพระรัศมี 6 ประการ ที่เปล่งออกจากพระวรกายของพระพุทธเจ้า คือ
1.นีละ เขียวเหมือนดอกอัญชัน
2. ปิตะ เหลืองเหมือน หรดาลทอง
3. โลหิตะ แดงเหมือนตะวันอ่อน
4. โอทาตะ ขาวเหมือนแผ่นเงิ 5. มัญเชฐ สีหงสบาท เหมือนดอกเซ่ง หรือ หงอนไก่
6. ประภัสสร เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก

ฉัพพรรณรังสีนี้ เมื่อผู้เขียนเป็นสามเณรกว่า 30 ปีที่ผ่านมาได้ฟังธรรมจากพระวิปัสสนาจารย์ ท่านหนึ่งคือ “พระปัญญาคุณ ปุณฺณวํโส” (อดีตพลตำรวจตรีขุนศรีศรากร) ท่านแสดงให้ สัมผัสกัน เพื่อจำง่ายๆว่า“หรดาล อัญชัน ตะวันอ่อนหงอนไก่ ไผ่เงิน เนินผลึก”อาจจะสลับสีกับความหลักบ้าง แต่จดจำง่ายไม่ลืมจนถึงบัดนี้

ส่วนท่าน “พุทธทาส ภิกขุ” ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับฉัพพรรณรังสี ไว้ว่า

” ฉัพพรรณรังสี หมายถึง สี 6 สีตามหลักของสีรุ้งที่ทราบกันทั่วไป คือ สีแดง ส้ม เหลืองเขียว ม่วง และฟ้า ซึ่งเรียกไปเป็นสีขาบ คือ ทุกสีรวมกันเป็นสีขาบ)”

ฉัพพรรณรังสี เป็นเครื่องหมายของปัญญา และอำนาจรวมกัน ซ่านออกจากสิ่งใด หมายความว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งสูงสุดในทางปัญญา คือ ความประเสริฐ ซุ้มเรือนแก้วที่จำลองมาจากฉัพพรรณรังสี บางแห่งเรียกว่า “พระรัศมี” และในบางแห่งเรียกว่า “ประภามณฑล “ สิ่งเดียวกัน ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นนั้น ซึ่งไม่น่าจะผิดจากความหมายดังกล่าวมา

ฉัพพรรณรังสี ในคัมภีร์บางแห่งท่านกล่าวว่า แผ่ออกจากพระวรกายของพระพุทธเจ้า กว้างถึง 1 วา บางแห่งว่า แผ่ออกไปไม่มีประมาณ และด้วยซุ้มเรือนแก้ว หรือ ฉัพพรรณรังสี เป็นพุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า

พุทธวิสัย เป็นหนึ่งในอจิณไตย ยากที่ปุถุชนวิสัยจะคิดให้เห็นจริงหรือแจ่มแจ้งได้ หากครุ่นคิดมากไปอาจเป็นเหตุให้ บ้าได้ อจิณไตย ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ “สารัตถทีปนี”ภาค 1 เป็น 4 ประการดังนี้
1. พุทธะวิสัย วิสัยแห่งพระพุทธเจ้า
2. ฌานวิสัย วิสัยแห่งฌาน คือผู้ทรงฌานสมาบัติ
3. กัมมวิบาก ผลแห่งกรรม
4.โลกจินตา ความคิดคำนึงถึง ความเป็นไปของชาวโลก

ภิกษุทั้งหลาย อจิณไตย 4 อย่างนี้ ไม่ควรคิด เพราะใครคิดเข้าต้องกลายเป็นคนบ้าคลั่ง

ร้อยแก้ว สายยิ้ม /เรื่อง
อนุรักษ์ รักการศิลป์ /ภาพ