3286d277a47174fd869a17d3572133d8.jpg 6a8d6f25fc13531e806da9ccd13c7de5.jpg

พิษณุโลก ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตำรวจ 3 นาย ทำร้ายนักศึกษา ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม

2229
d5b7d5cb8976588e9c25d6577b0f6a4f.jpg e78104119c584157f2b37c10945a79d5.jpg

พิษณุโลก ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตำรวจ 3 นาย ทำร้ายนักศึกษา ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลก ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ระหว่างโจทก์ นายชัยธวัช ดำรงศักดิ์คุณ ที่ 1 นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ ที่ 2 นายธนพล คงอิว ที่ 3 นายธราเทพ แสงพิรุณ ที่ 4 นางสาวกมลชนก กล่ำเทพ ที่ 5

จำเลย สิบตำรวจเอก สุบิน นุชขำ ที่ 1 ร้อยตำรวจโท ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ ที่ 2 ร้อยตำรวจเอก วุฒิภัทร บัวอุไร ที่ 3

คดีความผิดต่อชีวิตพยายามความผิดต่อร่างกายความผิดต่อเสรีภาพความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

 

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย จับกุม ปราบปรามผู้กระทำความผิด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นบีโอ สีขาวหมายเลขทะเบียน กพ 3660 พิษณุโลกมีโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 นั่งโดยสารมาด้วย

 

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้สีขาว มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งโดยสารมาด้วย จำเลยที่ 1 ขับรถปาดหน้ารถโจทก์ที่ 1 เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน โจทก์ที่ 1 ชะลอจะหยุดรถเพื่อเจรจาค่าเสียหาย แต่จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืน โจทก์ที่ 1 จึงขับรถหลบหนี จำเลยที่1 1 ขับรถไล่ติดตาม ระหว่างทางจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธยิงรถโจทก์ที่ 1 หลายนัด

โดยเจตนาฆ่าโจทก์ทั้งห้า แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากโจทก์ทั้งห้ามอบลง กระสุนปืนจึงไม่ถูกโจทก์ทั้งห้า แต่กระสุนปืนถูกตัวถังรถด้านท้ายและยางล้อหลังรถโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายเป็นรอยกระสุนปืนหลายแห่งและยางแตกไม่อาจขับต่อไปได้ อันเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามกฏหมาย

จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนสั้นขู่บังคับโจทก์ทั้งห้า ให้เปิดประตูลงจากรถแล้วนอนหมอบ หากไม่เปิดจะใช้อาวุธปืนยิง โจทก์ทั้งห้ากลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย ต้องจำยอมเปิดประตูลงจากรถแล้วนอนมอบลงกับพื้น โดยจำเลยที่ 2 ยืนถืออาวุธปืนควบคุมอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 1 กดคอโจทก์ที่ 1 ลงแล้วใช้เท้ากระทืบและเตะร่างกาย และใช้อาวุธปืนตีศีรษะหลายครั้งกับใช้เชือกมัดมือโจทก์ที่ 1ไว้

จำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะใบหน้าโจทก์ที่ 2 และกระทืบคอโจทก์ที่ 3 หลายครั้ง สำหรับจำเลยที่ 3ใช้มือตบกกหูและใส่กุญแจมือโจทก์ที่ 1 แทนเชือกที่มัดไว้กับตบใบหน้าโจทก์ที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 บาดเจ็บที่ร่างกายและหนังศรีษะฉีกขาดได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน

โดยโจทก์ที่ 2 บาดเจ็บ พวกช้ำที่รอบคอบตาขวาและกระดูกจมูกหักโจทก์ที่สามบาดเจ็บพิการคอการกระทำของจำเลยที่สามเป็นเหตุให้โจทก์ที่สามบาดเจ็บมีอาการปวดหูได้รับอันตรายแก่กายจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ห้ามและจับกุมจำเลยผู้ที่กำลังกระทำความผิดแต่ไม่กระทำการดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตั้งห้าเหตุเกิดที่ตำบลในเมืองอำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้ลงโทษตามประมวลกฏหมายอาญา 80,83,91,157,295,297(4),288,309,310

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 3
วินิจฉัย ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าบาดแผลซึ่งโจทก์ที่ 2 ได้รับจากการถูกจำเลยที่ 1 ทำร้ายนั้นเป็นอันตรายสาหัสต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนา หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ( 8) ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากโจทก์ที่ 2 ว่าถูกจำเลยที่ 3 เตะที่ใบหน้า 2 ครั้ง หลังจากเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพบรอยพกช้ำรอบตาขวาและกระดูกดั้งจมูกหัก แพทย์ให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2 วัน และมีความเห็นว่าใช้ระยะเวลารักษาประมาณ 6 สัปดาห์ถ้าไม่มีเหตุแทรกซ้อนปรากฏรายละเอียดตามใบรับรองแพทย์เอกสาร หมาย จ.4 เมื่อพิจารณาภาพเคลื่อนไหวจากวัตถุพยานหมาย จ.1 ปรากฏภาพโจทก์ที่ 2 ใช้มือกุมบาดแผลที่ตาและจมูกด้วยอาการทรมานในระหว่างรอการตรวจค้นรถโจทก์ที่ 1 ก่อนจะถูกนำตัวออกไปจากที่เกิดเหตุ ประกอบกับลักษณะบาดแผลบวมช้ำจนตาปิด และดั้งจมูกหักตามภาพถ่ายหมายจ.6 และความเห็นของแพทย์ดังกล่าว นับได้ว่าอาการรุนแรงมากพอสมควร

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจอันเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แต่กับลุแก่อำนาจและโทสะด้วยเหตุเพียงรถเฉี่ยวชนกัน ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบข่มขู่และทำร้ายร่างกายประชาชน ซึ่งยอมจำนนต่อจำเลยที่ 1 แล้ว จนถึงขนาดเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และโจทก์ที่ 2 กับที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงสร้างความเสื่อมเสียต่อกระบวนการยุติธรรม และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เคยมีผลงานในการปฏิบัติราชการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพร้อมของกลางได้เป็นจำนวนมาก หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ซึ่งเจ็บป่วยและมีโรคประจำตัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟัง เพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 2 หรือไม่ได้ความจากโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้ง 3 นำสืบรับกันว่าก่อนที่โจทก์ที่ 1 จะไปจอดรถตรงบริเวณสี่แยกโพธิยานเนื่องจากขับต่อไปไม่ได้เพราะยางรถยนต์ถูกยิงนั้นโจหนึ่งขับรถหลบหนีมาถึงสี่แยกซึ่งตัดกับถนนเลียบทางรถไฟทำให้โจทก์ที่ 1 ต้องหยุดรถเพื่อดูรถที่แล่นบนถนน ทางแยกที่ตัดผ่านก่อน ขนาดนั้นรถของจำเลยที่ 1 กลับมาจอดต่อท้าย รถของโจทก์ที่ 1 เยื้องไปทางขวา นายเจริญเกียรติแซ่เตียว พี่เขยของโจทก์ที่ 1 ซึ่งก่อนหน้ารับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์จากโจทก์ที่ 1 ว่าถูกคนขับรถไล่ยิงได้ขับรถติดตามมาแล้วแซงขึ้นหน้ารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขณะที่รถของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังจอดอยู่ตรงทางแยกดังกล่าว ขนาดนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงจากรถเพื่อไปเจรจากับโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ขับรถหลบหนีต่อไป อีกทั้งจำเลยที่ 1 และนายเจริญเกียรติจึงขับรถติดตามเป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกัน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกทิ้งไว้ที่ทางแยก

สำหรับเหตุการณ์ในตอนต่อมานายเจริญเกียรติ พยานโจทก์ทั้งห้าเบิกความว่าเมื่อรถของโจทก์ที่ 1 ขับต่อไปไม่ได้ และไปจอดรถอยู่ตรงบริเวณริมถนน ใกล้ถึงแยกโพธิญาณ พยานเห็นมีรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับเข้าไปจอดต่อท้าย ส่วนพยานขับรถ ไปต่อท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พร้อมกับเปิดกล้อง ติดรถยนต์บันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อมามีนายยันพร้อมด้วยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดอยู่ข้างรถของพยานจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอาวุธปืนอยู่ในมือข่มขู่พยานให้อยู่เฉยๆ พยานบอกไปว่าจะเคลียร์เรื่องรถของพยานที่เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 บอกให้รอก่อน เพราะกำลังมีการจับกุมกันอยู่ ตอนนั้นจำเลยที่ 2 เดินไปที่ท้ายรถ ของโจทก์ที่ 1 แล้วสั่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งออกจากรถมาแล้วก้มหมอบลงกับฟุตปาธ กรอบมีโจทย์ทั้ง 5 เบิกความว่านายยันและจำเลยที่ 1 เป็นผู้บอกให้โจทก์ทั้งห้าออกจากรถ

โดยจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่โจทก์ที่ 1 ข่มขู่ว่าหากไม่เปิดประตูลดลงมาจะใช้อาวุธปืนยิง เมื่อโจทก์ที่ 1 ลงจากรถด้านคนขับก็ถูกจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกาย ส่วนโจทย์ที่ 2 ถึงที่ 5 ลงจากรถอีกฝั่งหนึ่งและถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนข่มขู่บังคับให้ก้มหมอบลงกับฟุตบาท จำเลยที่ 2 อยู่ด้วยตรงฟุตปาธดังกล่าว บอกให้พวกโจทก์ก้มหมอบไว้ข่มขู่ว่าหากวิ่งหนีจะถูกยิงสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ปรากฏตามบันทึกภาพและเสียงวัตถุพยานหมาย ซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวบันทึกเหตุการณ์ไว้ชัดเจนตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น

ในส่วนของจำเลยที่ 1 แล้วสรุป โดยสรุปว่าจำเลยที่ 2 วิ่งถืออาวุธปืนผ่านรถของนายเจริญเกียรติไปเปิดประตูรถของจำเลยที่ 1 ฟังตรงข้ามคนขับเป็นจังหวะเดียวกับที่จำเลยที่ 1 เปิดประตูรถฝั่งคนขับ วิ่งอ้อมมาทางประตูรถที่จำเลยที่ 2 เปิดค้างไว้ และก้มตัวเข้าไปหยิบอาวุธปืน มากระชากลำกล้องในลักษณะพร้อมใช้งานและชี้ไปทางนายเจริญเกียรติ

โดยมีจำเลยที่ 2 เดินถือปืนเข้าไปหานายเจริญเกียรติแล้วจำเลยที่ 1 จึงเดินกึ่งวิ่งกลับไปที่รถของโจทก์ที่ 1 พร้อมกับพูดว่าเป็นตำรวจและเล็งปืนไปที่โจทก์ทั้งห้าให้เปิดประตูรถออกมาและลงมือทำร้ายโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จนนายเจริญเกียรติไม่กล้าเข้าไปห้ามไม่ให้มีการทำร้าย จากนั้นจำเลยที่ 2 จึงเดินกลับไปยืนประชิดตัวโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งหมอบอยู่กับ มองดู การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยไม่ได้แสดงอาการห้ามปราม จนนายเจริญเกียรติต้องเดินไปทางจำเลยที่ 1 นายอัน จึงเดินมากั้นไว้ไม่ให้เข้าไปใกล้ภาพเหตุการณ์ซึ่งถูกบันทึกไว้เช่นนี้ยากที่จะบิดเบือนเป็นอย่างอื่น ทั้งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้ง 5 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เบิกความว่าจำเลยที่ 2 พบนายเจริญเกียรติสะพายกระเป๋าสีน้ำตาลยืนอยู่ข้างรถยนต์ของนายเจริญเกียรติ จำเลยที่ 2 เกิดความกลัวจึงนำอาวุธปืนออกมาถือไว้ เพื่อป้องกันเหตุร้ายจำเลยที่ 2 สอบถามนายเจริญเกียรติเกี่ยวกับรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 นายเจริญเกียรติบอกว่าไม่รู้จักและบอกให้จำเลยที่ 2 เรียกบริษัทผู้รับประกันภัย จำเลยที่ 2 บอกให้นายเจริญเกียรติ ใจเย็นๆก่อนและบอกว่า รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ชนรถยนต์ ของจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 2 เก็บอาวุธปืนแล้วค่อยเดินไปที่ท้ายรถยนต์โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ก้มหมอบลงที่พื้น ตำรวจที่ 2 โทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่หมายเลข 191 ให้มายังที่เกิดเหตุ

เห็นว่าภาพเหตุการณ์ตามวัตถุพยานตาม ว.จ.1 ไม่ปรากฏภาพนายเจริญเกียรติขณะคุยกับจำเลยที่ 2 แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 1 นาที ปรากฎภาพนายเจริญเกียรติสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเดินจะไปช่วยห้ามไม่ให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายฝ่ายโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีการสะพายกระเป๋าดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งห้า ที่นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย การที่จำเลยที่ 2 อยู่ในเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นทั้งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นสัญญาบัตร ยศร้อยตำรวจโทเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะห้ามปรามไม่ให้มีการทำร้าย และสามารถตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมได้ แต่จำเลยที่ 2 กับมีพฤติการณ์ กันไม่ให้นายเจริญเข้าไปช่วยห้ามปรามและยืนในลักษณะคุมเชิงดูจำเลยที่ 1 ทำร้ายฝ่ายโจทก์เท่านั้นถือได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะเป็นตัวการร่วมกัน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วิชัยมาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันใช้ปืนข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด

โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย จนผู้ถูก ข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุก 8 เดือน นับเป็นการลงโทษสถานเบา และเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากแล้ว ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำนวนที่ 3 ร่วม กระทำความผิด กับจำเลยที่ 1 และกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่เห็นว่าจำเลยที่ 3 อยู่ในเหตุการณ์มาแต่ต้น เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นสัญญาบัตรยศร้อยตำรวจเอก เป็นผู้บังคับบัญชา จำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้ได้ความว่าเป็นเหตุส่วนตัว ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ราชการแต่ด้วยลักษณะดังกล่าวข้างต้น ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะตัดสินใจร่วมกัน แก้ไขปัญหารถเฉี่ยวชนกันเพียงเล็กน้อยด้วยวิธีการที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเสียหายให้มากที่สุด

จำเลยที่ 3 กลับปล่อยให้มีการยิงใส่รถของโจทก์ที่ 1 ในชุมชนเมืองในลักษณะที่เสี่ยงว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งภาพความเสียหายที่ปรากฏแก่ฝ่ายโจทก์นับว่ารุนแรงเกินสมควร แม้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดในเหตุการณ์ขณะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้อาวุธปืนข่มขู่ และทำร้ายฝ่ายโจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ก็เข้ามาถึงในขณะเหตุการณ์ยังไม่สงบ ทั้งยังแสดงอาการ มีอารมณ์ร่วมอย่างรุนแรงให้เห็นได้ชัด ด้วยการตบกกหูโจทก์ที่ 1 และตบศีรษะโจทย์ที่ 3 พร้อมกับพูดว่า พวกมึง เมามาจากที่ไหน หากอยู่แถวอำเภอนครไทย พวกมึงถูกยิงหมกป่าไปแล้ว กลับ มีการค้นรถของโจทก์ที่ 1 ทั้งยังปรากฏภาพจำเลยที่ 1 ถูกใส่กุญแจมือและนำตัวไปจากที่เกิดเหตุ

โดยมีจำเลยที่ 3 เดินตามหลังพร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจในเครื่องแบบสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ซึ่งยืนยันว่าจำเลยที่ 3 สั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจดังกล่าวใส่กุญแจมือโจทก์ที่ 1 แทนเชือกที่มัดอยู่ก่อน พยานหลักฐานโจทก์ทั้งห้าจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ มันคงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วิชัยว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือจะทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจจากการตบกกหูโจทก์ที่ 1 และตบศีรษะโจทก์ที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยแต่พยานหลักฐานโจทก์ทั้งห้ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 ร่วมใช้อาวุธปืนข่มขู่ใจโจทก์ทั้งห้าด้วยหรือไม่

คงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 3 ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจ ต้องกระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคแรก (เดิม)ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง(เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 309 วรรคแรก (เดิม) 310 วรรคแรก(เดิม)ประกอบมาตรา 800 391 สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคแรกเดิม ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรกเดิมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

จำเลยที่ 1 ส.ต.อ.สุบิณ นุชขำ ตำแหน่ง ผบ.หมู่ สังกัด กก.สส.ภ.จว.พิษณุโลก จำคุก 11 เดือน จำเลยที่ 2. ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ สังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.พิษณุโลก จำคุก 8 เดือน และจำเลยที่ 3 ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร สังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.พิษณุโลก จำคุก 8 เดือน ปรับ 2,000 บาท โดยไม่รอการลงอาญา ทั้ง 3 คน