“ตามรอยพ่อ”ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ เติมเต็มน้ำในเขื่อน แหล่งน้ำสำคัญ แห่งเดือนตุลาคม(คลิป)

289

“ตามรอยพ่อ”ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ เติมเต็มน้ำในเขื่อน แหล่งน้ำสำคัญ แห่งเดือนตุลาคม

โครงการฝนหลวง พระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เพื่อสร้างฝนเทียมสำหรับบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำในการเกษตร เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนพสกนิกร เมื่อปี 2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร

ในช่วงปลายฝนต้นหนาวการปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ ในภาวะวิกฤตภัยแล้งทำฝนเทียมยังคงปฏิบัติการไปอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม นี้ เนื่องจากต้องเติมเต็มน้ำในเขื่อนพื้นที่ภาคเหนือที่มีเพียงร้อยละ 50 – 60 เท่านั้น รวมทั้งแหล่งน้ำสำคัญต่างๆเพื่อใช้เป็นน้ำอุปโภคบริโภค และพื้นที่การเกษตร

การปฏิบัติการฝนหลวงต้องเป็นไปตามหลักของนักวิชาการที่จะติดตามสถานการณ์สภาพความชื้นของอากาศนำน้ำจากฟ้า ใช้เครื่องบินบรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของเมฆ สายฝนที่โปรยปรายลงมา ท่ามกลางสายลมและแสงแดด

สำหรับเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ มีเครื่องบิน C-208. Caravan 2 ลำ จอดสแตนบาย( STAND BY ) ณ กองบิน 46 พิษณุโลก จังหวัดตาก มีเครื่อง C-212 Casa 2 ลำ จังหวัดเชียงใหม่ มีเครื่องบิน BT-67 ของกองทัพอากาศสนับสนุน 2 ลำ

การทำฝนเทียมหรือฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวสภาพทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง

หากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอก็จะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จะเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย “สูตรร้อน” ใช้เพื่อกระตุ้นเร่งเร้ากลไกการของบรรยากาศ, “สูตรเย็น” ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

พ.ต.ภูมินทร อรรถีโสตร นักบิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือ กัปตันหนุ่ม เปิดเผยว่า เขื่อนพื้นที่ภาคเหนือที่มีเพียงร้อยละ 50 – 60 เท่านั้น ในช่วงวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา บินในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และวันที่ 8 ตุลาคม บินในพื้นที่ลุ่มรับน้ำ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำการบินอยู่เหนือเขาค้อที่ความสูง 7,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ 19 องศา สำหรับแผนปฏิบัติการบินมี 3 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวนให้เกิดเมฆ เป็นการกระตุ้นให้ความชื้นหรือไอน้ำรวมตัวเป็นกลุ่มแกน เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการสร้างกลุ่มเมฆฝน วิธีการคือ โปรยสารฝนหลวงที่ก่อให้เกิดกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศ ได้แก่ เกลือแกง ที่ความสูงประมาณ 7,000 ฟุต ความชื้นหรือไอน้ำจะดูดซับเข้าไปเกาะรอบแกนเกลือ แล้วรวมตัวกันเกิดเป็นเมฆที่จะพัฒนาเจริญขึ้นเป็นเมฆก้อนใหญ่ที่อาจสูงถึง 10,000 ฟุต

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงเมฆให้อ้วน เป็นการเพิ่มแกนเม็ดไอน้ำให้กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากขึ้น ใช้สารเคมีผงแคลซียมคลอไรด์โปรยเข้าไปที่กลุ่มเมฆที่มีความสูงประมาณ 8,000 ฟุต หรือสูงกว่าฐานเมฆประมาณ 1,000 ฟุต ขั้นตอนนี้สามารถเร่งกิจกรรมการกลั่นตัวของไอน้ำได้เร็วกว่าที่จะปล่อยให้เจริญขึ้นเองตามธรรมชาติ เมฆใหญ่อาจจะก่อยอดขึ้นถึงระดับ 15,000 ฟุต ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นส่วนของเมฆอุ่น แต่ในบางครั้งยอดเมฆอาจจะสูงถึง 20,000 ฟุต ซึ่งถือว่าเป็นส่วนของเมฆเย็น เริ่มตั้งแต่ประมาณ 18,000 ฟุต

ขั้นตอนที่ 3 โจมตี เป็นการเร่งหรือบังคับให้เกิดฝน ขณะที่เมฆเจริญเติบโตขึ้นจนเริ่มแก่ตัวจัด ใช้เทคนิคการโจมตีแบบ Sanwich เป็นเทคนิคพระราชทาน จะปฏิบัติการที่ความสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต (เมฆอุ่น) ใช้ผงโซเดียมคลอไรด์โปรยทับยอดเมฆด้านเหนือลม เพราะผงยูเรียโปรยที่ระดับฐานเมฆด้านใต้ลมในเวลาเดียวกัน โดยให้แนวโปรยทั้ง 2 ทำมุมเยื้องกัน 45 องศา ด้วยปฏิบัติการนี้เมฆจะทวีความหนาแน่นของเม็ดน้ำขนาดใหญ่ขึ้นและปริมาณมากขึ้นจนตกลงมารวมตัวกันที่ฐานเมฆทำให้ใกล้จะเกิดฝน วิธีการนี้จะต้องเสริมการโจมตีด้วยการโปรยสารเคมีสูตรเย็นจัดคือ น้ำแข็งแห้งที่ใต้ฐานเมฆ 1,000 ฟุต เพื่อเร่งให้กลุ่มฝนกตลงเร็วขึ้น

นั่นหมายถึงนักบินต้องมีทักษะและประสบการณ์ หรือชั่วโมงบิน ในการปฏิบัติการฝนหลวง การบินเข้าไปโจมตีใต้ฐานเมฆ​ นักบินต้องวางแผนการปฏิบัติในการเข้าโจมตีให้ดี เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการ เป็นการวางแผนการบินในอากาศ ณ เวลานั้นๆ พิจารณาจากเมฆที่เราจะเข้าไปโจมตีและสภาพภูมิประเทศที่เข้าไปทำงาน

เนื่องจากภูมิประเทศในภาคเหนือเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ประกอบกับฐานเมฆต่ำ กระแสลมปั่นป่วน อาจจะเกิด Updrafts, Downdraft ซึ่งเป็นอันตรายต่อการบินอย่างยิ่ง

กร  บ้านกร่าง  /รายงาน