เบื้องลึก”อาถรรพ์”วัดอรัญญิก พิษณุโลก สำนักวิปัสสนากรรมฐาน ยุคกรุงสุโขทัย

1358

เบื้องลึก”อาถรรพ์”วัดอรัญญิก พิษณุโลก สำนักวิปัสสนากรรมฐาน ยุคกรุงสุโขทัย

เช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ณ วัดอรัญญิก ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ผู้คนทุกสาขาอาชีพได้เดินทางมาร่วมงานทำบุญครบ 90 ปีพระเกจิชื่อดังของจังหวัดพิษณุโลก กล่าวคือ “ท่านเจ้าคุณ พระวรญาณมุนี” หรือผู้คนทั่วไปคุ้นเคยกับนามเรียกขาน “หลวงตาละมัย”มานานกว่า 60 ปี

พิธีการอันเรียบง่ายที่มี พล.อ.สาธิต พิธรัตน์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย โดยมี พระเถรานุเถระมาร่วมพิธีสงฆ์ในครั้งนี้ อาทิ พระราชรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก พระรัตนโมลีหรืออาจารย์ไพรินทร์ รองเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก

พระวรญาณมุนี หรือ หลวงตาละมัย ของศิษยานุศิษย์ที่คุ้นเคยและใกล้ชิด อาจกล่าวได้ว่าเป็น อริยสงฆ์ระดับโสดาบัน ผู้เข้าถึงกระแสธรรมในเพศบรรพชิตมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยสืบทอดความเป็นศิษย์ตถาคต อย่างแท้จริง

ท่านได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหญ่ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พิษณุโลก สถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธชินราช มาตั้งแต่ปี 2507

แต่ต้องถูกชะตาฟ้าลิขิตกลับมาต้องเป็นผู้ดูแลวัดอรัญญิก ที่สร้างขึ้นสมัยสุโขทัย มีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งมีศาสนสถาน โบราณวัตถุที่ยังปรากฏร่องรอย วิหาร เจดีย์ใหญ่ทรงลังกา ซากใบเสมาหิน เป็นต้น

เรื่องราวของพระสงฆ์ ซึ่งนับว่าเป็นสุดยอดแห่งพระเกจิของจังหวัดพิษณุโลกในยามนี้ และอาจกล่าวได้ว่า ถ้าพูดจาภาษาชาวบ้านว่า “สามารถกราบได้เต็มมือ”

หลวงตาละมัย เคยกล่าวถึงสาเหตุไม่ยอมรับที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอรัญญิกแห่งนี้ “วัดอรัญญิก สร้างยุคสุโขทัย ในอดีตใช้เป็นสถานที่วิปัสสนา กรรมฐาน มีสาเหตุที่เจ้าอาวาสองค์ก่อนๆมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ติดต่อกันหลายรูป มีอันเป็นไปด้วยกันทั้งนั้น ภายหลังจากรับตำแหน่งเจ้าอาวาส”

แต่ท่านได้พยายามพัฒนาวัดวา อารามอาคาร สถานที่ ทุกอย่างเหมือนดุจดั่งเจ้าอาวาส พร้อมทั้งดูแลปกครองพระลูกวัดมาตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในการรับกฐินของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ ตลอดจนฤดูเข้าพรรษา ท่านก็จะกลับไปรับกฐินและจำพรรษาที่วัดใหญ่ หากมีเหตุอาพาธ หรือมีความจำเป็นบางอย่าง ท่านก็จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเรียกว่า “สัตตาหะ” แต่ละครั้งแต่ละคราวไปในช่วงเข้าพรรษา

ท่านมุ่งมาอยู่ในเพศบรรพชิต ดำเนินรอยตามแห่งองค์สัมมาสัมพระพุทธเจ้า ทำให้ลูกหลาน ญาติสนิทที่ใกล้ชิด ไม่กล้าที่จะเข้ามาวุ่นวายภายในวัด ประกอบกับท่านเป็นพระที่ ดุดัน เสียงดัง ตามเอกลักษณ์ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป แต่ทว่ามีเมตตาสูงส่งยิ่งนัก

“วัดอรัญญิก”ในอดีตบรรยากาศทั่วไป ไม่แตกต่างไปจากวัดป่าที่อยู่ชิดติดกับเทศบาลนครพิษณุโลกปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างถาวรวัตถุ ใช้เป็นบำเพ็ญศาสนกุศลที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธารวมทั้งศิษย์ยานุศิษย์ไม่น้อยไปกว่าวัดอื่นๆ

หลวงตาละมัย เคยกล่าวว่า “วัดอรัญญิก ไม่มีใครมาทำบุญทุกวันเหมือนวัดใหญ่ รายได้จึงไม่ค่อยมี มีบุญทานตามเทศกาล เช่น กฐิน ผ้าป่า ซึ่งต้องรับภาระค่าน้ำ ค่าไฟ และอื่นๆ เพื่อไม่ให้พระลูกวัดเดือดร้อน ซึ่งมีรายได้จากกิจนิมนต์ที่ท่านได้รับมา และนำไปใช้จ่ายภายในวัด เงินวัดอยู่ในบัญชีวัด แยกกันกับบัญชีเงินส่วนตัวอย่างชัดเจน”

รวมทั้งรถยนต์ พาหนะที่มีอยู่ก็ได้รับจากการบริจาคและใช้เงินส่วนตัวซื้อทั้งนั้น จะไม่นำมาปะปนกัน เกรงว่านรกจะกินหัว”คำบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาของพระโบราณ

ท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า “วัดอรัญญิก สร้างยุคสุโขทัย ในอดีตใช้เป็นสถานที่วิปัสสนา กรรมฐาน ก่อนตาย หรือมรณภาพอยากสร้างอุโบสถ ไว้ในวัดอรัญญิก” วันนี้พระอุโบสถหลังงามของวัดอรัญญิก ได้ปรากฏต่อสาธารณะและพุทธศาสนิกชน สำเร็จเสร็จสิ้นตามความปรารถนาด้วยแรงศรัทธา ต่อหลวงตาละมัยและพระพุทธศาสนาในวงเงินประมาณ 40,000,000 บาท และประกอบพิธีผูกพัทธสีมา ตั้งแต่ปี 2556 ทั้งนี้ พระอุโบสถวัดอรัญญิก ได้จำลองเอาพระอุโบสถของวัดใหญ่ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร มาเป็นต้นแบบ เพราะความผูกพันอันล้ำลึกที่เคยจำพรรษาวัดใหญ่ มาอย่างยาวนาน รวมทั้งร่ำเรียนปริยัติธรรม และยังมีตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีกด้วย

นอกจากนั้น ท่านยังได้จัดสร้างศาลาการเปรียญ หลังงามที่พุทธศาสนิกชนจะได้ใช้บำเพ็ญศาสนกิจ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 หลัง เคียงคู่กับศาลาหลังเดิม โดยฝีมือการก่อสร้างของช่างทหาร กองพลพัฒนาที่ 3 เป็นศาลาโครงเหล็กที่เสร็จสมบูรณ์ เรียบร้อยในวงเงินงบประมาณ 12,000,000 บาท

“หลวงตาละมัย”ได้ขายผืนที่นาที่เป็นสมบัติส่วนตัวที่มีอยู่เกือบ 30 ไร่ ติดกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ในวงเงิน 7,500,000 บาท ที่ดินผืนดังกล่าวครั้งแรกท่านเคยคิดจะสร้างวัด“พุทธคุณ ธรรมคุณ” เพื่อตอบแทนบิดา มารดา ประกอบกับหลวงตาละมัยเป็นคนที่เกิดในท้องที่ ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมืองพิษณุโลก

ท่านเคยกล่าวว่า “ครั้งแรกคิดที่ดินผืนนี้จะสร้างวัดขึ้นมาใหม่บริเวณที่ดินดังกล่าว แต่ได้พิจารณาเห็นวัดในท้องที่ตำบลบ้านกร่าง จำนวน 7-8 วัดไม่ค่อยมีพระจำพรรษา เพราะปัจจุบันคนบวชน้อย ประการสำคัญตนเองก็ชราภาพมากแล้ว อาจจะสร้างเสร็จไม่ทัน” จึงตัดสินใจขายที่ดินเป็นผืนนาดังกล่าว เพื่อนำเงินมาสมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญของวัดอรัญญิกหลังใหม่ ส่วนหนึ่งมีเงินทำบุญจากพุทธศาสนิกชนทอดกฐิน ผ้าป่า รวมทั้งศิษย์ยานุศิษย์ที่บริจาคสมทบงบประมาณการก่อสร้าง 12,000,000 บาท

“หลวงตาละมัย” พระผู้ทรงอภิญญารูปหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก ที่มีชื่อเลื่องลือนามในด้านวิปัสสนากรรมฐาน เป็นพระเกจิสายเมืองเหนือ ที่ได้รับกิจนิมนต์ไปร่วมพิธีนั่งปรก อธิษฐานจิต หรือพุทธาภิเษก ที่สำคัญทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งได้ร่วมอธิษฐานจิตกับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและคุ้นเคยในระดับประเทศมาตามลำดับ อาทิ หลวงพ่ออุตมะ หรือพระราชอุดมมงคล หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือ พระราชพรหมญาณ หลวงปู่โง่น โสรโย เป็นต้น บ่อยครั้งมักจะถูกมอบให้ดับ “เทียนชัย” ในพิธีพุทธาภิเษกหมายถึงได้รับการยอมรับจากอริยสงฆ์นั่นเอง

ประการสำคัญ หลวงตาละมัย ท่านมิได้หาเงินด้วยสร้างวัตถุมงคลจำหน่ายแต่อย่างใด ทำเพียงเล็กน้อยไว้มอบศิษยานุศิษย์ที่ใกล้ชิดเท่านั้น

กล่าวสำหรับ หลวงตาละมัย มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านคาถาอาคม กรรมฐาน จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จึงมีลูกศิษย์ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ.ทหาร พ่อค้า ประชาชน โดยเฉพาะพุทธคุณด้าน“อาบน้ำมนต์” มีผู้กล่าวกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

นอกจากนั้น ผู้คนที่เคารพศรัทธา มักจะขอให้ท่านประกอบพิธีกรรมหลายด้าน เช่น การขึ้นสู่ตำแหน่ง การตั้งศาลพระภูมิ ดูฤกษ์ยาม ลงเสาเอก เจิมป้าย ตั้งชื่อ แม้กระทั่งเจิมรถยนต์ออกใหม่ เมื่อได้รับกิจนิมนต์ด้วยความเมตตาจะไม่ปฏิเสธผู้ใด โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รวยหรือจน

พระวรญาณมุนี หรือ ที่เราพากันเรียกขานว่า “หลวงตาละมัย” สิริรวมอายุ 90 ปี อยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์มาอย่างยาวนาน 70 พรรษา ยังคงเป็นเสาหลักและต้นแบบของพระสงฆ์ ตลอดจนชาวพุทธศาสนิกชน บนความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่อยู่เหนือกาลเวลา

กร บ้านกร่าง /รายงาน

ชนันท์ ช่างเงิน/คมเดช พลสว่าง/ภาพ