“หลวงตาละมัย”ทำบุญครบรอบ 90 ปี 70 พรรษา  ท่านเจ้าคุณจอมอาคม เกจิดังแห่งเมืองสองแคว

3034

“หลวงตาละมัย”ทำบุญครบรอบ 90 ปี 70 พรรษา  ท่านเจ้าคุณจอมอาคม เกจิดังแห่งเมืองสองแคว

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 ที่วัดอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก บรรดาศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดพิธีทำบุญครบรอบ 90 ปี ท่านเจ้าคุณ พระวรญาณมุนี หรือ หลวงตาละมัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก และรักษาการเจ้าอาวาสวัดอรัญญิก โดยมีศิษย์ที่ใกล้ชิดและเคารพศรัทธาได้เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก บุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิ พลเอกสาธิต พิธรัตน์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3

พระวรญาณมุนี บวชเป็นพระภิกษุมาตั้งแต่อายุครบ 20 ปี ที่วัดจอมทอง ตำบลจอมทองอำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก ซึ่ง มีนามเดิมว่า แจ่ม เอมหยวก เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม  2473 ท้องที่ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ภายหลังจากอุปสมบทได้รับฉายาว่า “สุธมฺโม”และได้ย้ายมาจำพรรษาวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ปริยัติธรรม จนได้นักธรรมเอก และมีความสนใจทางด้านปฏิบัติธรรมทางกรรมฐานวิปัสสนา ปลุกเสก น้ำมนต์ ลงอักขระเครื่องรางของขลัง นั่งปรก โยกย้ายกระแสจิต พอร่ำเรียนวิชาอาคมสำเร็จ จึงออกเดินธุดงค์ไปในป่าพื้นที่จังหวัดต่างๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งขณะนั่งกรรมฐานเรียกว่าสมถะภาวนาภายในถ้ำน้ำปัง จังหวัดเพชรบูรณ์ เวลาประมาณ 10.00 น.มีภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปกราบ 3 ครั้ง พร้อมกับเอ่ยปากเรียกว่า “หลวงปู่ครับ หลวงปู่อยู่ที่นานหรือยัง” “หลวงตาครับ หลวงตาอยู่ที่นี่นานหรือยัง” “หลวงพ่อครับ หลวงพ่ออยู่ที่นี่นานหรือยัง” โดยที่ท่านไม่ยอมตอบทั้ง 3 ครั้ง เพราะคิดว่าพระภิกษุรูปนั้นเสียสติหรือถูกผีเข้าสิง

อย่างไรก็ตามท่านจะหยุดภาวนาเรียกว่า “มนต์คลาย”แล้วลืมตาดูพระรูปนั้นแล้วถามว่า “ทำไมท่านจึงพูดอย่างนี้กับฉัน” พระภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ฉันเห็นหลวงพี่แก่หง่อมเลยครับ” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่บุคคลใกล้ชิด พากันเรียกขานว่า “หลวงตา”มาตั้งแต่มีอายุ 25 ปีและบวชมาได้เพียง 5 พรรษาเท่านั้น

เนื่องจาก”หลวงตาละมัย”เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติพระธรรมวินัยของสงฆ์อย่างเคร่งครัด จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหญ่ เมื่อปี 2507 และอีก 2 ปีต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น”พระครูประสาทธรรมวัตร”

ประการสำคัญยังได้รับการยอมรับจากพระเกจิอาจารย์ที่มีพรรษาอาวุโสกว่า และมีชื่อเสียงในสายกรรมฐานค่อนข้างแนบแน่น และร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลต่างๆ อยู่เสมอ อาทิ พระราชอุดมมงคล หรือหลวงพ่ออุตมะ พระราชพรหมญาณ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่โง่น.โสรโย ป็นต้น

นอกจากนั้น พระวรญาณมุนี ได้จัดสร้างวัตถุมงคล และเครื่องรางของขลัง เครื่องมอบให้ศิษย์ผู้ใกล้ชิด และส่วนหนึ่งจำหน่ายให้กับบุคลทั่วไป

สิ่งหนึ่งที่เป็นวัตรปฏิบัติเคร่งครัด นับตั้งแต่ปี 2515 ไม่เคยขาดกล่าวคือ ในฤดูการทอดกฐินและเข้าพรรษา ท่านจะกลับไปรับกฐินและจำพรรษาที่วัดใหญ่อันเป็นวัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธชินราช

อย่างไรก็ตามขณะที่เป็นผู้ดูแลวัดอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก ท่านได้สร้างถาวรวัตถุให้กับวัดอรัญญิก อาทิ อุโบสถ ที่มูลค่าสูง 40 ล้านบาท ถาวรวัตถุ กุฏิ รั้วรวมบูรณะปฏิสังขรณ์ อาณาบริเวณ รวมทั้งโรงเรียนวัดอรัญญิก

ประการสำคัญได้สละทรัพย์สินส่วนตนให้กับบวรพระพุทธศาสนา โดยการขายที่ดินที่เป็นทรัพย์สิน จำนวน 7,500,000 บาท มาสมทบสร้างศาลาการเปรียญวัดอรัญญิกในราคา 12,000,000 บาท ซึ่งขณะนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการสร้างเพิ่มขึ้นอีกจากศาลาหลังเดิมที่มีอยู่

สำหรับบุคคลที่มีชื่อเสียงให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก อาทิ พล.อ.ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.)เคยจัดสร้างถาวรวัตถุถวายวัดอรัญญิก ศาลาการเปรียญ 2 ชั้น ศาลาธรรมสังเวช และเมรุวัดอรัญญิก

นอกจากนั้นยังมี พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งมีชื่อเดิมว่า”อนุสรณ์” ท่านได้เปลี่ยนชื่อให้ตั้งแต่มียศและตำแหน่งยศ “พ.อ.”ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองกิจการเรือน กองทัพภาคที่ 3 จนเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการมาตามลำดับ

จึงนับว่าพระวรญาณมุนี เป็นเกจิชื่อดังของจังหวัดพิษณุโลก ที่มีพรรษามากที่สุด ตลอดเวลาเป็นพระภิกษุที่จรรโลงและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัยของสงฆ์อย่างเคร่งครัด ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์มาอย่างยาวนาน 70 พรรษา

ชนันท์ ช่างเงิน/คมเดช พลสว่าง :ภาพ