ชาวบ้านแม่สาย เผชิญวิกฤตน้ำท่วม กังวลน้ำประปา จี้รัฐยกระดับปัญหาเหมืองแร่เป็นวาระแห่งชาติ


เวลา 13.30 น. วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์และนักวิชาการประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมคณะ ลงพื้นที่ชุมชนถ้ำผาจม สายลมจอย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมและการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ พร้อมรับฟังข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่

ดร.สืบสกุล เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่พบข้อกังวลสำคัญของประชาชน 2 ประเด็น ได้แก่ ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น รวมถึงความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของน้ำอุปโภคบริโภค สำหรับปัญหาน้ำท่วม ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา พื้นที่แม่สายประสบอุทกภัยแทบทุกปีหรือปีเว้นปี แตกต่างจากในอดีตที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ อีกทั้งน้ำหลากยังพัดพาโคลนและตะกอนดินจำนวนมากเข้าท่วมชุมชน โดยประชาชนเชื่อว่าสาเหตุเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่บริเวณต้นแม่น้ำสาย ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่สายไม่ถึง 10 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดการชะล้างหน้าดินและเพิ่มปริมาณตะกอนในลำน้ำ พร้อมเห็นว่าหากต้องการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาการทำเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศต้นน้ำควบคู่กัน

ส่วนประเด็นความกังวลด้านน้ำอุปโภคบริโภค แม้ปัจจุบันประชาชนจะใช้น้ำประปาเป็นหลัก แต่ยังตั้งคำถามถึงความปลอดภัย เนื่องจากแหล่งน้ำต้นทุนยังได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองแร่ ขณะที่การประปาพยายามเปลี่ยนไปใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขง แต่ผลการตรวจของกรมควบคุมมลพิษยังพบสารหนู โลหะหนัก และตะกอนดินในหลายพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบ “หนีเสือปะจระเข้”

ดร.สืบสกุล กล่าวว่า แม้จังหวัดจะมีการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์เป็นประจำทุกเดือน แต่การดำเนินงานยังอยู่ในระดับการเฝ้าระวังและติดตามข้อมูล จึงเห็นว่ารัฐบาลควรยกระดับปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ปีที่ผ่านมา และยื่นซ้ำอีกครั้งในปีนี้ เพื่อเรียกร้องให้กำหนดปัญหาดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชนโดยตรง เพราะเชื่อว่าการเห็นสภาพปัญหาในพื้นที่จริงจะสะท้อนผลกระทบได้ชัดเจนกว่าการพิจารณาจากรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 สิงหาคม เครือข่ายประชาชนเตรียมยื่นหนังสือถึงกงสุลเมียนมาประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งต่อข้อกังวลไปยังรัฐบาลเมียนมา ก่อนการเดินทางเยือนประเทศไทยของผู้นำรัฐบาลเมียนมา ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม โดยหวังให้เห็นถึงผลกระทบจากมลพิษเหมืองแร่ที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั้งสองประเทศ

ดร.สืบสกุล ระบุว่า กรณีแม่น้ำสายสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ปัญหาน้ำท่วมและสารปนเปื้อนไม่ได้กระทบเฉพาะประชาชนอำเภอแม่สายของไทย แต่ยังส่งผลต่อประชาชนในเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เนื่องจากมลพิษจากเหมืองแร่ไม่สามารถแบ่งแยกตามแนวพรมแดนได้ จึงจำเป็นต้องผลักดันให้รัฐบาลเมียนมาร่วมแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ จากการรับฟังปัญหาของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานกว่า 60,000 ไร่ พบว่า ตะกอนดินและทรายจากการชะล้างของเหมืองแร่ไหลเข้าสู่ระบบชลประทานจำนวนมาก ทำให้บ่อพักตะกอนตื้นเขินอย่างรวดเร็ว เกษตรกรต้องเสียทั้งงบประมาณและแรงงานในการขุดลอกบ่อยขึ้น จากเดิมที่ดำเนินการปีละครั้งหรือสองปีครั้ง ปัจจุบันต้องขุดลอกถี่กว่าเดิมอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังวิตกต่อการสะสมของสารโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ในพื้นที่เกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อผลผลิตและความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงเรียกร้องให้ภาครัฐจัดหาแหล่งน้ำสำรองแห่งใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้น้ำปนเปื้อน ลดการสะสมของโลหะหนักในพืชผักและข้าว รวมถึงรักษาความมั่นคงทางอาหารของจังหวัดเชียงราย

ดร.สืบสกุล กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง จำเป็นต้องได้รับการยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเสนอให้รัฐบาลไทยใช้โอกาสการเยือนประเทศไทยของผู้นำเมียนมาในวันที่ 6–7 สิงหาคม หยิบยกประเด็นผลกระทบจากเหมืองแร่ขึ้นหารืออย่างจริงจัง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นน้ำอย่างยั่งยืน ก่อนที่ผลกระทบจะขยายวงกว้างและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

You missed