“ สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ ” คำขวัญเมืองสองแคว เอกลักษณ์ที่เลือนหายในสายน้ำน่าน

1033

“ สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ ” คำขวัญเมืองสองแคว เอกลักษณ์ที่เลือนหายในสายน้ำน่าน

“พระพุทธชินราชงามเลิศ
ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร
สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ
หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก
ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา”

“คำขวัญ” ของจังหวัดพิษณุโลก ที่ถูกหยิบยกมาจากเอกลักษณ์ของเมือง หรือ ภายในจังหวัด มาร้อยเรียงวลี จนท่องจำกันขึ้นใจ และนำไปใช้กล่าวหรือขีดเขียนในโอกาสต่างๆ มาตามลำดับ รวมทั้งการบรรยายสรุปต้อนรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมเยือน

กล่าวสำหรับ จังหวัดพิษณุโลก มีคำขวัญที่ใช้กันมานานหลายสิบปี บ่งบอกถึงความโดดเด่นในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สังคมรับรู้โดยทั่วกัน นอกจากเป็นการเชื้อเชิญแขกเหรื่อต่างบ้านต่างเมืองเห็นภาพและเกิดจินตนาการ ทำให้เสน่ห์เมืองนี้งดงามยามได้ยินและรับฟัง

เมื่อผู้คนทั่วสารทิศใคร่อยากที่จะมาเยือนยลสักคราอย่างน่าอภิรมย์ นอกจากได้มานมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช และสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อีกทั้งได้สัมผัสและพบเห็นภาพวิถีชีวิตชาวเรือนแพพายเรือกลางลำน้ำน่าน ตัดกับแสงอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงในยามเย็น

ภาพในอดีตเหล่านั้นยังปรากฎอยู่มิมีวันเสื่อมคลาย ทว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ของชาวพิษณุโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังมึนงงกับภาพของคำขวัญที่ขาดหายไป คือ “สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ”

“เรือนแพ” ร่องรอยอดีตถูกกลืนหายไปจากทัศนียภาพบนสายน้ำน่าน ตั้งแต่ปี 2541-2542 เหตุผลผู้มีความประสงค์ย้ายชุมชนชาวแพขึ้นฝั่งบริเวณโคกช้าง ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก ขณะนั้นพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ข้ออ้างหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นและผลักดันออกไปในช่วงนั้น กล่าวคือ ทำลายระบบนิเวศ สกปรก เนื่องจากขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ลงในแม่น้ำน่าน มิอาจแก้ไขได้ นอกจากมีเรือดูดสิ่งปฏิกูล บางครั้งอาจทิ้งขยะลงในแม่น้ำน่าน เป็นต้น

ปัจจุบันชุมชนชาวแพที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ถูกซุกซ่อนไว้ด้านท้ายน้ำน่าน ซึ่งไม่สามารถสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่ถูกบรรจุไว้ในคำขวัญได้เลย แม้ว่าธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาพิษณุโลก จะอนุมัติสินเชื่อให้ชาวแพได้ปรับปรุงเรือนแพให้มีความสวยงาม แต่ไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาตราตรึงได้ดังเดิม

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมานมัสการพลวงพ่อพระพุทธชินราช และสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลอดจนผู้ที่เดินทางผ่านไป-มา ข้ามสะพานนเรศวร บนรอยต่อระหว่างถนนสิงหวัฒน์ สายพิษณุโลก –สุโขทัย และถนนมิตรภาพ สายพิษณุโลก – หล่มสัก มิอาจสามารถมองเห็นภาพเรือนแพ ตามคำขวัญของจังหวัดอีกต่อไป

แม้ภาพวิถีชีวิตชุมชนชาวเรือนแพสองฝั่งในลำน้ำน่านเลือนหายไป แต่ทว่าแพอาหาร และแพอื่นๆตั้งระเกะระกะ เรียงรายไร้ระเบียบ ภายในสายน้ำน่านเขตเทศบาลนครพิษณุโลก มีหน่วยงานใดเข้าไปควบคุมดูแล และเอาใจใส่อย่างจริงจัง ในอันที่จะเข้าไปแก้ไขความสกปรก โสโครก ดังที่หลายฝ่ายกล่าวอ้างมาแต่อดีต

ประการสำคัญท่อน้ำทิ้งจากโรงแรม และโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่บางแห่งที่มีท่อระบายลงสู่แม่น้ำน่านกลางเมือง ผ่านการบำบัดให้ถูกสุขลักษณะหรือไม่อย่างไร หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจังว่า มันสะอาดกว่าชาวเรือนแพไม่กี่ร้อยหลังคาเรือนที่ถูกรื้อออกไปขึ้นฝั่งมากน้อยเพียงใด

คงเป็นคำถามจากสาธารณชนที่กำลังหาคำตอบ อีกทั้งเสียงโหยหา “สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ” ในคำขวัญจะแก้ไขกันอย่างไร

กร บ้านกร่าง /รายงาน