สนามเลือกตั้งสองแคว เขต 1 “คมเฉือนคม”

สนามเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดพิษณุโลก นับว่าเป็นสนามหนึ่งที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เนื่องจากมีนักการเมืองหนุ่มมีความรู้ และมีการศึกษาดีหลายคนลงสมัครรับเลือกตั้ง จึงต้องช่วงชิงกันถึงพริกถึงขิง ก่อนเข้าป้ายเชือดเฉือนกันชนิดยาแดงผ่าแปด และเป็นอีกสนามหนึ่งที่ต้องติดตามมองอย่างใกล้ชิด

หากกางพื้นที่เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย อำเภอเมือง (เฉพาะตำบลในเมือง ตำบลอรัญญิก ตำบลวัดจันทร์ ตำบลบ้านคลอง ตำบลพลายชุมพล ตำบลท่าทอง ตำบลบึงพระ ตำบลวัดพริกตำบลวังน้ำคู้)

การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือ “หมออ๋อง”นายสัตวแพทย์ อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล เบอร์ 9 สามารถกระชากแชมป์มาจากนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่แพ้หลุดลุ่ยร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 ปัจจุบันย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยภักดี ซึ่งประกาศตัวชัดเจนอยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะความภักดีต่อสถาบัน ซึ่งมีตำนานการต่อสู้เรื่องจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนกระเจิงไปอยู่”ดูไบ”ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

หากย้อนกลับไปมอง “หมออ๋อง”ในการเลือกตั้งปี 2562 มีคะแนนมาอันดับ 1 จำนวน 35,579 คะแนน อันดับ 2 นายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ 23,682 คะแนน และอันดับ 3 นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม จำนวน 18,613 คะแนน ส่วนพรรคการเมืองอื่นเก็บเกี่ยวคะแนนไปคนละพันสองพัน จนถึง 5,114 คะแนน เป็นของนางวิเชียร น้อยน้ำใส อดีต ส.อบจ. พิษณุโลก แห่งพรรคเสรีรวมไทย

กล่าวกันว่า “หมออ๋อง”มีคะแนนในหมู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เทคะแนนให้ท่วมท้น ประกอบกับพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบพรรค กลุ่มคนเสื้อแดงจึงเทคะแนนให้อย่างล้นหลาม “หมออ๋อง”จึงนำชัยไปในที่สุด ชนิดหักปากกาเซียนอย่างยับเยิน พลิกล็อคถล่มทลายดังคำอุปมา“เซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก”

แต่ทว่าครั้งนี้ “หมออ๋อง”คะแนนนิยมยังคงสงบเงียบไม่แตกต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พลังโซเซียลจะสามารถกวักเรียกให้อยู่ยงคงกระพันได้หรือไม่ เพราะพรรคก้าวไกล ถูกฝ่ายตรงข้ามปลุกกระแสโจมตีเรื่องยุบกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และการริดรอนบำนาญข้าราชการ เคยถูกเปรียบเปรยเหมือน”ช้างป่วย” อีกทั้งคู่แข่งหลายคนเป็นคนรุ่นใหม่เช่นเดียวกัน

“ลมหวน”ให้คำนึงถึงนักการเมืองระดับตำนาน “โกศล ไกรฤกษ์”ผู้ล่วงลับ
ฉายา”นักเลงโบราณ”อดีต ส.ส. พิษณุโลก หลายสมัย อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และรองนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้ว่า“การเป็น ส.ส.ครั้งที่ 2 ยากยิ่งนัก”

ในส่วนของ“บวรเดช หล้าแหล่ง” หรือ “ปาล์ม” ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 7 นับว่าสตาร์ทค่อนข้างแรงแซงคู่แข่งในค่ายภูมิใจไทยที่มีตัวเลือกถึง 3 คน ทำโพลแล้วโดนใจของชายชื่อ “เนวิน ชิดชอบ ” ฟันธงให้ “ปาล์ม”ลงสนามเลือกตั้งในเขต 1 เพราะมีคะแนนนิยมสูงจากเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ที่แข่งกับ “เปรมฤดี ชาวพูนท และพ่ายแพ้ไปเพียง 292 คะแนนเท่านั้น

“บวรเดช หล้าแหล่ง”เป็นทายาทตระกูลของอาณาจักรร้านทองคำ หลายแห่ง และธุรกิจอื่นๆในจังหวัดพิษณุโลก ด้วยบุคลิกสุภาพอ่อนน้อม “พนมมือ ทั่วสิบทิศ”และขยันทำพื้นที่อย่างจริงจัง จะยังสามารถเก็บคะแนนจากการเลือกนายกเทศบาลนครไว้ได้หรือไม่ อีกทั้งพรรคภูมิใจไทยยังมอบหมายนายนิยม ช่างพินิจ อดีต ส.ส.พิษณุโลก หลายสมัย ครั้งนี้ย้ายค่ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการช่วยเหลือ เพราะมีพื้นที่ติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม คอการเมืองสภากาแฟ สี่แยกบ้านแขก ทุบโต๊ะสรุปเปรี้ยงว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ คู่แข่งขันในเขตเทศบาลถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายคน คะแนนของ “บวรเดช”แตกต่างไปจากการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลกโดยสิ้นเชิง

สำหรับค่าย”ประชาธิปัตย์” ได้รองศาสตราจารย์ ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร เบอร์ 5 อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นับว่าเป็นนักวิชาการที่หาญกล้าปราศรัยบนเวที กปปส.อันลือลั่น มีความรู้ความสามารถ ปราดเปรียว มีแนวคิดเชิงรุก แสดงออกทางบทกวีที่ค่อนข้างรุนแรงไม่หวั่นไหวกับพวกประชาธิปไตยจอมปลอม และยึดโยงปกป้องสถาบันหลัก

รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ภายหลังลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง มีความมุ่งมั่นตั้งใจซุ่มหาเสียงมาแรมปีในช่วงเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทั้งมีรถเลี้ยงน้ำ แจกสิ่งของผู้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 พบปะผู้คนในชุมนุมน ปราศรัยให้ความรู้ในมิติต่างๆ ทั้งผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น อสม.จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบแฟนพันธุ์แท้ของพรรค ปชป.ทั้งข้าราชการ แพทย์-พยาบาล อสม.นักวิชาการ และบรรดาลูกศิษย์ ตลอดจนคนเสื้อเหลืองจะยังคงหลงเหลือใจไว้ให้เท่าใด จะเป็นการวัดใจคนสองแควอีกครั้งว่า“จักษ์ พันธ์ชูเพชร” นักการเมืองน้ำดีคนหนึ่งจะได้รับมอบความไว้วางใจให้เข้าสภาฯ หรือ เพียงสร้างสีสันต์ในสนามเลือกตั้งเท่านั้นเอง

พรรคเพื่อไทย เบอร์ 1″นางสาวณัฐทรัชต์ ชามพูนท” หรือ“น้องใหม่”อดีตรองนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ทายาทอดีตนักการเมืองชื่อดังนายสุชน ชามพูนท อดีต ส.ส.พิษณุโลกหลายสมัย และอดีตรัฐมนตรี ผูกรักสมัครใจกับคนเสื้อแดงมาอย่างยาวนาน ตลอดเวลาทำพื้นที่ในเขตเลือกตั้งมาอย่างเข้มข้น ลาออกมาสวมเสื้อเพื่อไทย โดยมีเงาทะมึนเป็น”ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก”ของ “เปรมฤดี ชามพูนท” นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ผู้เป็นมารดาและนับว่าเป็นจอมโปรเจ็ค ทำกิจกรรมสร้างคะแนนนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ทุ่มเทกับงานภายในเขตเทศบาลแบบหัวไม่วาง หางไม่เว้น ที่ผ่านมาหอบหิ้วเกี่ยวก้อยร้อยแขน”น้องใหม่”ลุยพื้นที่ให้ดูดีมีมนต์เสน่ห์มากยิ่งขึ้น

“น้องใหม่”ทุ่มเทขยันหาเสียงหวังว่าจะให้เกิดแลนด์สไลด์ ทว่าจะสามารถมัดใจคนเมืองไว้เป็นฐานที่มั่นได้มากน้อยเพียงใด แม้ต้องตรึงคะแนนเสียงในเขตเทศบาลนครพิษณุโลกไว้ แต่ต้องขยับกวักเรียกคะแนนนิยมตำบลรอบนอกเข้ามาประกอบอีกด้วย จึงนับว่าเป็นผู้สมัครที่น่ากริ่งเกรงยิ่งอีกคนหนึ่ง

“อดุลย์วิทย์ วิวัฒน์ธนาฒย์” หรือ “อั้ม”เบอร์ 11 ค่ายพรรคพลังประชารัฐ เด็กหนุ่ม อดีต ส.อบจ.เขตอำเภอเมืองพิษณุโลก บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนนายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ. พิษณุโลก และนางศกุณา วิวัฒน์ธนาฒย์ “พ่อนก-แม่นก” ตระเวนตะลุยหาเสียงมาค่อนข้างยาวนานเช่นเดียวกัน และนับว่ามีความพร้อมมากเป็นบุคคลที่มือเติบใจโตคนหนึ่ง โดยอาศัยฐานเสียงและชื่อเสียงของบิดา”มนต์ชัย” ทอดสะพานเชื่อมโยงไปสู่หัวคะแนนง่ายดายขึ้น

บรรดาคอการเมืองเริ่มหันไปจับตามอง”อดุลย์วิทย์”เพราะพากันเชื่อมั่นฐานเสียงจัดตั้งของ”มนต์ชัย” มีมือไม้ที่ผูกพันกันตั้งแต่เคยเป็น ส.ส.จนนั่งเก้าอี้นายก อบจ.พิษณุโลก ซึ่งมีทั้ง ส.อบจ.ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ อสม. เป็นต้น ที่ร่วมเคยกรำศึกกันมายาวนานเคียงข้างกันมาตามลำดับ

พรรคเสรีรวมไทย มี “วีรบุรุษนาแก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค เลือกตั้งครั้งนี้ได้นายพลตำรวจ อย่าง พล.ต.ต.นฤชา สุวรรณลาภา หรือ “โกโด่ง” เบอร์ 8 อดีตผู้บังคับการกองตรวจราชการ 5 สำนักงานจเรตำรวจ (ผบก.กต.5 จต.)และอดีตรอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก ศิษย์เก่า รร.จ่านกร้อง รุ่น 2512/2516 รร.พิษณุโลกพิทยาคม รุ่นปี 2519-2521 และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นับว่าเป็นนักกิจกรรมคนหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกระแสธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 สมัย และรองนายกองค์นักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกด้วย

“โกโด่ง”นับว่าเป็นนายตำรวจน้ำดีคนหนึ่ง เคยคลุกคลีอยู่ในสมรภูมิพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเคยนั่งเก้าอี้ ผกก.สภ.ปานาเระ จ.ปัตตานี มาแล้ว มีเพื่อน พ.พ.19-21 ที่ร่วมด้วยช่วยกันหาคะแนนเสียง โดยเฉพาะเพื่อนร่วมสถาบันระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา อีกทั้งเพื่อนข้าราชการตำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ชื่นชอบ พล.ต.อ.เสรี จะนำพาไปสู่ฝั่งฝันได้หรือไม่ เป็นคำถามที่กำลังหาคำตอบในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้

พรรครวมไทยสร้างชาติ มีนักการหนุ่มหน้าใหม่ใสซื่อ “ธนิท กิตติจารุรักษ์” หรือ “หนึ่ง”เบอร์ 6 บุตรชายนายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ ส.อบจ.พิษณุโลก การเลือกตั้งปี 2562 นายเศรษฐา ลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนมาอันดับ 2 จำนวน 23,682 คะแนน นายเศรษฐา มีคะแนนนิยมที่ฝังรากลึกในเขตเทศบาลนครมาหลายสมัย ทั้ง ส.ท.และ ส.อบจ.

“ถ้ารักพ่อให้เลือกลูก”คะแนนเสียงของ “เศรษฐา” 23,682 คะแนน ที่เคยได้รับมอบความไว้วางใจจากคนเมือง จะถูกห้ำหั่นไปมากน้อยเพียงใด อีกด้านหนึ่งแนบอิงชื่อชั้นพรรค รทสช.มีพลังของคนชื่นชอบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และเพิ่งปล่อยสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือประชาชน เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา

นอกจากนั้นนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ซึ่งมีเลือดเนื้อเชื้อไขชาวอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก อีกทั้งมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นักการเมืองคุณภาพอีกคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จะช่วยเติมเต็มได้หรือไม่

บนเส้นทางนี้ไม่ได้โปรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ 14 พ.ค.จะเป็นวันที่ชาวประชามีโอกาสชี้ชะตาชีวิตนักการเมือง