เชียงราย รมว.ยุติธรรม ตรวจ ชายแดนสามเหลี่ยมทองคำ ย้ำไทย–ลาว ผนึกกำลังสกัดยาเสพติด

เวลา 09.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นำคณะลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง

โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนกองกำลังผาเมือง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ตำรวจภูธรภาค 5 และหน่วยงานความมั่นคงร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามสถานการณ์การลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย–ลาว รับฟังปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยบูรณาการการทำงานอย่างเข้มข้น เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทางก่อนเข้าสู่ประเทศไทย

ข้อมูลจากสำนักงาน ป.ป.ส. ระบุว่า ในปี 2568 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดีลักลอบลำเลียงยาบ้าตามแนวชายแดนไทย–สปป.ลาว ได้ 370 คดี ตรวจยึดยาบ้ากว่า 415 ล้านเม็ด ซึ่งมีปริมาณสูงกว่าพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการค้ายาเสพติดได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการลำเลียงผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำโขงและสามเหลี่ยมทองคำมากขึ้น

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับฟังการบรรยายสรุปจาก นรข.เขตเชียงราย เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ เส้นทางลำเลียงยาเสพติด และมาตรการสกัดกั้นตามแนวแม่น้ำโขง ก่อนตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จาก 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองกำลังผาเมือง หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก นรข.เขตเชียงราย ฝ่ายปกครองอำเภอเชียงแสน ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน ศุลกากรเชียงแสน และ สภ.เชียงแสน พร้อมมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน

ภายหลังคณะได้เดินทางโดยเรือจากจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำไปยังท่าเรือบ้านมอม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายลาว ศึกษาสภาพพื้นที่และเส้นทางเสี่ยง รวมถึงเยี่ยมจุดตรวจยาเสพติดบ้านน้ำเกิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดตรวจที่ประเทศไทยสนับสนุนงบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์

สำหรับความร่วมมือระหว่างไทยและ สปป.ลาว ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ไทยได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 66.77 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพจุดตรวจยาเสพติดใน 5 แขวง รวม 7 ด่าน ได้แก่ แขวงบ่อแก้ว หลวงน้ำทา อุดมไซ บอลิคำไซ และแขวงเวียงจันทน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง
ต่อมาคณะผู้แทนไทยได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของแขวงบ่อแก้ว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ติดตามสถานการณ์การลักลอบลำเลียงยาเสพติด และหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยตรง พร้อมย้ำว่าปัจจุบันพบการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเมียนมาผ่าน สปป.ลาว ก่อนเข้าสู่ประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเร่งสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยด้วยว่า ความร่วมมือด้านการติดตามผู้ต้องหาตามหมายจับมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ประสานติดตามเพียง 8 หมายจับ ปัจจุบันเพิ่มเป็น 34 หมายจับ และในวันเดียวกันฝ่าย สปป.ลาว เตรียมส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับกลับมายังประเทศไทยอีก 2 ราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงยุติธรรมและสำนักงาน ป.ป.ส. จะเดินหน้าสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านการข่าว การบังคับใช้กฎหมาย และการสกัดกั้นยาเสพติดเชิงรุก เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ลดการแพร่ระบาดในประเทศ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน.